<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198</id><updated>2012-01-07T22:39:18.412-08:00</updated><title type='text'>ratio scripta</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>83</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-4563483388720677257</id><published>2008-05-04T07:44:00.000-07:00</published><updated>2008-05-04T07:45:58.651-07:00</updated><title type='text'>กำลังใช้ความพยายามเพื่อจะกลับมาครับ</title><content type='html'>เรื้อสนามไปนาน มันฝ่อไปหมดแล้วครับ (ผมหมายถึงสมรรถภาพในการคิดและเขียน ไม่ใช่อย่างอื่นนะครับ อิอิ) นับดูแล้ว บล็อกตอนล่าสุดที่ผมได้ใช้ความพยายามในการปลุกปั้นมันขึ้นมา ก็ผ่านไปเกือบๆ 1 ปีแล้ว จนไม่รู้ว่าตอนนี้จะไม่ใครแวะเวียนเข้ามาในบล็อกผมอยู่บ้างอีกหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นานแค่ไหน เอาเป็นว่า ผมหาทางเข้าบ้านไม่เจออ่ะ ไม่รู้ไปโยนกุญแจทิ้งไปไหน กว่าจะนึก กว่าจะควานหาจนเจอ หมดไปเกือบวันเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา ตั้งแต่ผมย้ายโรงงานใหม่นี่ ผมห่างหายจากการคิด การเขียน และการแลกเปลี่ยน กับเพื่อนๆ โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นชุมชนอุดมปัญญาไปเลย ไม่แม้แต่การทักทายพูดคุยกับเกลอเก่าอย่างนิติรัฐด้วยซ้ำ เรียกได้ว่า ผมถูกหน้าที่การงานใหม่ลักพาตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ใช่แต่เวลาที่ผมถูกลักพาไป แม้แต่ความรับผิดชอบ (หากเดิมมันจะพอมีเหลืออยู่บ้าง) และจินตนาการของผม ก็ถูกพ่วงลักไปด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้การย้ายโรงงานใหม่ของผม ดูเหมือนเป็นความก้าวหน้าและความสำเร็จ ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผมแล้ว มันยังห่างไกลกับคำว่า “สำเร็จ” อยู่อีกหลายล้านปีแสง จะว่าเป็นทุกขลาภก็ไม่ผิดนัก โรงงานเก่าของผม ขนาดเล็กแต่อบอุ่น งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของผมมีอยู่ไม่หลากมิตินัก และผมก็รู้ว่าจะจัดการกับงานตรงหน้าอย่างไร ระบบงานทั้งหมดของโรงงานเก่าก็ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนจนเกินไปกว่าสมองของเด็กฝึกหัดอย่างผมจะพอรับไหว ความสัมพันธ์ระหว่างคนงานด้วยกันก็เป็นไปด้วยดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเหมือนกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนกที่ผมทำงานอยู่ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผมประทับใจมากสิ่งหนึ่งในชีวิตการทำงานของผม และรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เริ่มชีวิตการทำงานที่โรงงานนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กับโรงงานใหม่ ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษะฝีมือของคนงานเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เรียกได้ว่า “งานฝีมือ” และ “งานละเอียด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเนื้องานที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือดังกล่าวข้างต้น เลยทำให้คนงานในโรงงานนี้ ค่อนข้างเคร่งเครียด และมีสมาธิกับงานมาก ไม่ค่อยผ่อนคลาย ด้วยกลัว “พลาด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้ที่กลัวพลาดเนี่ย มันมีเหตุเพราะ การพลาด ในงานสำหรับคนงานในโรงงานนี้ ดูเหมือนจะเป็นตราบาปตลอดชีวิตการทำงานในโรงงานแห่งนี้เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนงานรุ่นพี่ รุ่นพ่อ รุ่นลุง รุ่นปู่ มักจะหยิบยกกรณีความผิดพลาดของคนงานรุ่นก่อนๆ มาสอนคนงานใหม่เสมอ ฉะนั้น ความผิดพลาดจึงไม่เคยตายไปจากความทรงจำของคนงานในโรงงานแห่งนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้ตอนฟังเนี่ย ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ถ้าความผิดพลาดของเรากลายเป็นบทเรียนให้คนต่อไปตราบชั่วกัลปาวสานล่ะก็ นึกภาพไม่ออก ดูไม่จืดเหมือนกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแค่รู้สึกว่า สำหรับทักษะฝีมือตอนนี้ของผม ไม่ยังไม่สมดุลกับขนาดของงานที่ผมกำลังรับผิดชอบอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่พอดีคำเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ผมยังคงทำงานแบบระแวง (แม้ว่าจะคนงานใหม่อย่างผมยังไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของผลงานก็ตาม ตอนนี้ผมเป็นเพียงลูกมือคนงานซีเนียร์) ด้วยความที่มันกลัว “พลาด” ไม่ใช่แค่เพียงเหตุผลข้างต้น แต่เพราะแท้จริงแล้ว “ความผิดพลาด” ในงานของโรงงานนี้ มันส่งผลกระทบในวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพ มันเกี่ยวกับความศรัทธาและความคาดหวังของผู้รอรับผลิตภัณฑ์ ต่อโรงงาน ซึ่งมีชื่อเสียงยืนยงคงกระพันมานับร้อยปี (แม้ว่าช่วงหลังๆรู้สึกว่าโรงงานนี้เริ่มหางาน sideline แตกไลน์ขยายงานไป จนเริ่มมีเสียงท้วงติงจากโรงงานอื่นๆ ที่เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูก “ก้าวก่าย” หรือ “ล้วงลูก” )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล จึงเป็นข้ออ้างในความเสื่อมสมรรถภาพในการคิดและเขียนของผมในช่วงเวลานี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่า ผมอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้ล่ะครับ เห็นทีจะแย่ ผมต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองซ้ายก็แล้ว มองขวาก็แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมองถ้วนแล้ว ผมก็พบจุดเปลี่ยนเล็กๆ ของผม อันเป็นความหวังแสงไฟปลายอุโมงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บล็อกเล็กๆ แห่งนี้ไงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามจะกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนนักฟุตบอลที่เจ็บเรื้อรังไปนาน จนเกือบจะหันหลังให้กับสนาม แขวนสตั๊ดไปก่อนกำหนดอายุขัยในฟลอร์หญ้าจะหมดลงอย่างที่มันควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้สภาพร่างกายก็ยังต้องได้รับการฟื้นฟู แต่ที่ควรทำยิ่งกว่าคือสภาพจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จะทำได้แค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมกลับมาลงซ้อมกับทีมแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเริ่มต้นอาจจะยาก แต่การกลับมาจากอาการบาดเจ็บหนักๆ ผมว่ายากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกำลังจะทำในสิ่งที่ยากกว่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็หวังว่าจะไม่เจ็บซ้ำ เจ็บเพิ่มอีกแล้วกัน ฮ่าๆๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-4563483388720677257?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/4563483388720677257/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=4563483388720677257' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/4563483388720677257'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/4563483388720677257'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2008/05/blog-post.html' title='กำลังใช้ความพยายามเพื่อจะกลับมาครับ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-1085617297419520993</id><published>2007-05-23T07:34:00.000-07:00</published><updated>2008-12-09T06:14:19.874-08:00</updated><title type='text'>ถึงคราวกำแพงพัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RlRSuzyHVBI/AAAAAAAAAD0/k4IBfpMj72I/s1600-h/afaps02_1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5067766444826514450" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RlRSuzyHVBI/AAAAAAAAAD0/k4IBfpMj72I/s320/afaps02_1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ช่วงเวลาที่ผ่านมา ข่าวทุกข่าวบนหน้าสื่อทุกแขนง ดูจะเป็นข่าวใหญ่ไปเสียหมด เรียกได้ว่าไม่เห็นจะมีข่าวเล็กๆ ให้อ่านกันบ้างเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ข่าวที่ผมเลือกที่จะเขียนถึงในวันนี้คือ ข่าวการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) กรัณฑ์ อรชร นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่สอง ซึ่งเกิดจากการ “ซ่อม” หรือที่เรียกงามๆว่า “ปรับปรุงวินัย” จากรุ่นพี่ซึ่งเป็นนักเรียนบังคับบัญชาชั้นปีที่สาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงแล้ว ดินแดน “จักรดาว” แห่งนี้ ถือเป็นสถานศึกษาอันเป็นความใฝ่ฝันของผมเลยทีเดียว ด้วยความที่ผมมีพื้นเพมาจากครอบครัวราชการ ทำให้ความฝันในวัยเด็กของผม เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการเดินตามรอยเท้าพ่อและตา นั่นคือการเป็นตำรวจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อะไรที่เราตั้งใจหวังไว้ มักไม่ค่อยสำเร็จ ชีวิตของผมก็เช่นกัน จุดเปลี่ยนชีวิตของผมที่สำคัญครั้งหนึ่ง ก็คือการที่ผมสอบเข้า “เตรียมทหาร” ไม่ติด และเบนเข็มมาลงสนามเอนทรานซ์กะเค้า จนเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่ถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากความเท่ห์ของเครื่องแบบแล้ว ความเข้มแข็งและมีระเบียบวินัย ตลอดจนถึงความรักและสามัคคีระหว่างบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น และระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เป็นสิ่งที่ดึงดูด หรือจะเรียกได้ว่าเป็น “เสน่ห์” ของบรรดานักเรียนเตรียมทหารและบรรดานักเรียนเหล่าทั้งหลาย ที่ทำให้ปีๆหนึ่ง เด็กชายวัยมัธยมกว่าหมื่นคนต้องแย่งชิงโควตาในโรงเรียนแห่งนี้ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่คุณสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ หากแต่มันเกิดจาก “ระบบ” และการ “ฝึกฝน” ตลอดจนถึง “การปลูกฝัง” ในโรงเรียนแห่งนี้ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะมีสักกี่คนครับ ที่ล่วงรู้ว่า สถานที่ผลิตบุคลากรระดับผู้นำหน่วย เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร ไปจนถึงโรงเรียนเหล่าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เค้าเรียน เค้าฝึก เค้ามีกระบวนการผลิตบุคลากรเหล่านี้อย่างไร แตกต่างจากสถาบันระดับอดุมศึกษาทั่วไปอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะกล่าวว่าสถานที่ดังกล่าวเป็น “สังคมปิด” ก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏการ “ซ่อม” จน “เศร้า” ที่เกิดขึ้นนั้น ผมมองว่าเหมือนเป็นการเอา “ท่อนซุงยักษ์” กระทุ้ง “กำแพง” ที่ปิดกั้นสถาบันอันทรงเกียรติเหล่านี้ให้ทะลายลง และมันไม่ใช่กำแพงของโรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้นหรอกครับ มันสะเทือนซางไปถึง เขาชะโงก ดอนเมือง สมุทรปราการ และสามพรานด้วย เมื่อสังคมเริ่มตั้งคำถามถึง “ระบบ” และ “มาตรฐาน” ในการผลิตบุคลาการระดับ “ผู้นำหน่วย” ในเหล่าทัพทั้งสามเหล่า (และอีกหนึ่งสำนักงาน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนเริ่มอยากรู้อยากเห็น ระบบการปกครองระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง การเรียน การกิน การอยู่ และเบื้องหลังการถ่ายทำของ “สุภาพบุรุษ” แสนเท่ห์ของเค้ามากกว่าที่เคยรู้เคยเห็นซะแล้ว จากสังคมปิด กำลังจะถูกเปิด ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่คิดว่าวิธีซ่อมพิเรนทร์ๆ เช่น การให้ดื่มน้ำจนร่างกายรับไม่ไหวก่อนจะช็อคตายในครั้งนี้ รุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหารทั้งหกคนจะเพิ่งคิดได้สดๆ แล้วใช้กับ นตท.กรัณฑ์ ผู้โชคร้ายเป็นครั้งแรก ผมเชื่อว่ามันทำกันมานานแล้ว แต่ไม่เคยหนักมือจนถึงตายมากกว่า แม้แต่ผู้บัญชาการโรงเรียน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่เพียงพูดว่า “ยืนยันว่าการทำโทษด้วยวิธีดื่มน้ำดังกล่าวไม่มีอยู่ในระเบียบหรือข้อบังคับของโรงเรียน” ก็แหงแซะ ใครจะเขียนวิธีการลงโทษพิเรนทร์ๆแบบนี้ไว้โต้งๆในระเบียบล่ะครับท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ามันเขียนหรือไม่เขียนไว้ในระเบียบ แต่มันอยู่ที่ มันมีจริงหรือเปล่า ถ้ามีนั่นหมายความว่า “หวย” มันออก ที่นักเรียนเตรียมฯ รุ่นพี่ทั้ง 6 คน และแม้ถ้าคราวนี้โชคดีรุ่นน้องไม่ตาย ไม่ว่าจะเพราะรุ่นพี่ยั้งมือทัน หรือรุ่นน้องอึดเกินพิกัด ก็เชื่อว่าหวยมันก็ต้องไปออกกับรุ่นพี่รายอื่นๆ ในปีต่อๆไปอยู่ดีล่ะครับ เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดแค่นั้นแหล่ะ แล้วอย่างนี้ถ้าผมจะบอกว่า นอกจาก นตท.กรัณฑ์ ผู้ตายแล้ว นักเรียนเตรียมทหารอีก 6 คน ที่เป็นผู้ก่อเหตุ ก็เป็น “เหยื่อ” ของ “ระบบ” ด้วย จะเกินไปหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเรียนเตรียมทหาร แม้จะถูกฝึกให้เข้มแข็งสักเพียงใด แต่อย่าลืมว่าพวกเค้าก็ยังเป็น “เยาวชน” อยู่ เกือบทั้งหมดอายุยังไม่เกิน 20 ทั้งนั้น (รับเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 4 ไปเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมฯ 2 ปี อายุเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ราวๆ 16 ไม่เกิน 18 พวกรุ่นพี่อย่างเก่งก็ไม่น่าจะเกิน 19 หรือ 20) ระเบียบวินัย ความเข้มแข็งทางวุฒิภาวะ ยังเป็นเรื่องที่ปล่อยหรือวางใจไม่ได้ ยิ่งเป็นโรงเรียนทหาร ระบบรุ่นเข้มแข็ง มีการฝึกที่กระทบต่อร่างกายและจิตใจเช่นนี้ ยิ่งควรต้องจับตาดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรดานายทหารปกครอง ผู้มีหน้าที่ดูแล นักเรียนเตรียมทหารในกองร้อย กองพัน ตลอดจนท่านผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าวได้ เพราะมันไม่ใช่แค่เพียงกรณีนี้เท่านั้น แต่มันเป็นความบกพร่องหรือผิดพลาดในเชิง “ระบบ” อีกด้วย การฟ้องร้องให้บาปเคราะห์ตกอยู่กับนักเรียนเตรียมฯรุ่นพี่ทั้งหกคนถือว่าโหดร้ายเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรดานายทหารผู้ดูแล จนถึงผู้บัญชาการโรงเรียน ควรต้องมีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์น่าเศร้าในครั้งนี้ด้วย และความรับผิดชอบของท่านคงไม่ใช่แค่การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง หรือการรับผิดชอบโดยการขอโยกย้ายตัวเองไปดำรงตำแหน่งอื่น แต่ท่านคงต้องรับผิดชอบในการปรับปรุง “ซ่อม” แซม “ระบบ” การปกครอง รวมไปถึงมาตรฐานในการผลิตบุคลาการระดับผู้นำหน่วยเหล่านี้ เพื่อลดสายตาแห่งความเคลือบแคลงระแวงสงสัย และลดแรงกดดันอันเสมือน “ท่อนซุงยักษ์” ที่กำลังกระทุ้งกำแพงอันใหญ่โตของท่านลง และไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อของความผิดพลาดเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะคนเป็นหรือคนตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเด็นในทางคดีนั้น ได้ข่าวล่าสุดว่า นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ที่ก่อเหตุทั้ง 6 คน ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ และทางพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งข้อหานักเรียนเตรียมทหารทั้ง 6 คน ไว้ โดย กล่าวหาว่า “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย” ตามข่าวบอกว่า โทษในความผิดฐานดังกล่าวนั้น กฎหมายมีระวางตั้งแต่ 3 ปี ถึง 5 ปี แต่แท้จริงแล้ว ข้อหานี้ค่อนข้างหนักเหมือนกันครับ กล่าวคือ ถ้าเป็นกรณีทั่วไป โทษจะอยู่ที่ 3 ปี ถึง 15 ปี ครับ แต่หากมีกรณีที่เป็นการทำร้ายอย่าง “ฉกรรจ์” เข้าตามกรณีมาตรา 289 ด้วยแล้ว โดยมาตรา 289 ดังกล่าว เป็นกรณีบท “ฉกรรจ์” ของข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาครับ เช่น การฆ่าบุพการี ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และที่สำคัญ “ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปให้เป็นภาษามนุษย์โลกก็คือ หากการ “ทำร้าย” จนถึงตายนั้น เป็นการ “ทำร้ายบุพการี” จนถึงตาย เป็นการทำร้ายผู้อื่น “โดยไตร่ตรองไว้ก่อน” จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เช่นเดียวกัน ย่อมหมายถึง การทำร้าย “โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย” จนผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วยนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากพิจารณาจากพฤติการณ์ การ “ซ่อม” โหด ของรุ่นพี่ทั้งหกแล้ว หากทางการสอบสวนได้ความดังที่สื่อทั้งหลายนำเสนอแล้ว หากจะกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการ ทำร้ายโดย “ทรมาน” หรือ กระทำโดย “ทารุณโหดร้าย” นั้น ก็ไม่น่าจะห่างไกลนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยหากเป็นกรณีข้างต้นที่บอก โทษจำคุกจาก 3 ปี ถึง 15 ปี จะขยายตอนปลายออกเป็น 20 ปี นั่นหมายความว่า โทษตามกฎหมายที่นักเรียนเตรียมฯผู้โชคร้ายอาจจะต้องได้รับ ก็คือ จำคุกอย่างน้อย 3 ปี อย่างมากที่สุด 20 ปี ทีเดียว ไม่น้อยเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การตั้งข้อกล่าวหาข้างต้น ยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนเท่านั้น คงต้องรอดูดุลพินิจของพนักงานอัยการอีกครั้งว่า ท่านจะใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องในข้อหาใด และต้องสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ หนังเรื่องยาวครับ เพราะคดีต่อชีวิตพวกนี้ มันเป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความกันไม่ได้ ก็ต้องดำเนินคดีจนสิ้นกระแสความนั่นแหล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้พอไปถึงชั้นศาล อันนี้มีอีกหลายปัจจัยครับ เพราะต้องดูว่าพนักงานอัยการสั่งฟ้องในข้อหาไหน ถ้าฟ้องข้อหาตามข่าว ก็ถือว่ายังโชคดีนะครับ แต่ถ้าฟ้องเข้าเหตุฉกรรจ์มาก็หนักหน่อย และหนักกว่านั้นคือ หากท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าว รุ่นพี่น่าจะเล็งเห็นผลได้ว่า มันน่าจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตด้วยนั้น มันจะบานปลายกลายเป็น ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” โดย มีพฤติการณ์ แห่ง การฆ่าโดย “ทรมาน” หรือ ฆ่าโดย “กระทำทารุณโหดร้าย” ล่ะก็ ตัวใครตัวมันครับ เพราะระวางโทษในข้อหาดังกล่าวมีสถานเดียวครับ “ประหารชีวิต”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมคิดว่าคงไม่เล่นกันแรงขนาดนั้น เพราะอย่างที่บอก เด็กทั้งหกคนก็ถือว่าเป็นเหยื่อของระบบเหมือนกัน รุ่นพี่ก็ทำกันมาตั้งหลายรุ่น ไม่ยักกะตาย หวยมาออกที่พวกเค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เขียนมานี่ไม่ได้ตั้งใจจะมาขู่ หรือทำให้เหตุการณ์มันเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่หรอกนะครับ แค่อยากฝากเตือนเป็นอุทธาหรณ์ว่า ความพลาดพลั้ง บางอย่างเพียงเสี้ยวเดียว มันก่อให้เกิดผลเสียหายที่เกินคาดเดามากน้อยแค่ไหน และกฎหมายนั้นมันไม่จำกัดขอบเขตการใช้แค่เพียงขอบรั้วของพลเรือนเท่านั้น แม้ในค่ายทหารที่ปิดมิดชิดมันก็เข้าไปถึงได้ เหมือนแสงอาทิตย์แสงจันทร์นั่นแหล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าทหาร ตำรวจ หรือพลเรือน ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมือง เช่นเดียวกับการต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์แสงจันทร์ล่ะครับ ไม่ใช่แค่อยู่ภายใต้ระเบียบวินัยทหารเพียงอย่างเดียว &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-1085617297419520993?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/1085617297419520993/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=1085617297419520993' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/1085617297419520993'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/1085617297419520993'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/05/blog-post_23.html' title='ถึงคราวกำแพงพัง'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RlRSuzyHVBI/AAAAAAAAAD0/k4IBfpMj72I/s72-c/afaps02_1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-7884791900293033024</id><published>2007-05-07T01:11:00.000-07:00</published><updated>2007-05-07T01:12:49.069-07:00</updated><title type='text'>สวัสดีครับ</title><content type='html'>ผมหายหน้าไป ยิ่งกว่าประจำเดือนของสาววัยทอง เพราะไม่ใช่แค่มาๆหายๆ แต่หายขาดไปเลยกว่าสองเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรที่เราไม่ได้ทำมาเป็นเวลานานๆ พอกลับมาทำอีก ต้องยอมรับครับว่า “สนิม” มันเกาะเกรอะกรังไปหมด เหมือนงานเขียน พอไม่ได้คิด ไม่ได้เขียนนานๆ แล้วมันฝืด ซึ่งปกติแล้วก็ใช่ว่าจะรื่นนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยหน้าที่ใหม่ การปรับตัวใหม่ ของผมยังไม่ค่อยจะดำเนินไปด้วยดีนัก มันทำให้ผมไม่มีสมาธิพอที่จะทำอย่างอื่นเลย เหมือนคนกำลังหัดว่ายน้ำ ขั้นแรกจะทำยังไงให้ไม่ตายก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งไปคิดเลยว่า จะออกสเต็ปว่ายท่าไหน ทำเวลาเท่าไหร่ ลำพังแค่พยุงตัวให้จมูก ปาก ลอยเหนือน้ำก็แย่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มันก็ต้องกระเสือกกระสนครับ ถ้ายอมปล่อยตัวนิ่งๆ ก็รังแต่จะรอเวลาจมสู่ก้นบึ้ง ตายเปล่า วันนี้ถือเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะทุรนทุรายขึ้นเหนือน้ำเพื่อหายใจสักเฮือกหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมจะเขียนเรื่องอะไรดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวที่แล้วตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะเขียนแง่มุมกฎหมายของ ปรากฏการณ์ “น้องเปกะหมอเผ่า” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจของศาลในการไต่สวนเพื่อปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผมยังคลางแคลงใจในกระบวนการขั้นตอน รวมทั้งอำนาจของศาลบางประการ แต่ก็เข้าอีหรอบเดิม จมข้อมูล สมมติฐานที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนต้นเริ่มตีบตันไปทีละด้านๆ จนครบทั้งแปดด้านแล้ว เลยคิดว่าหยุดดีกว่า ก็ได้แต่หวังว่า คงจะมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นไม่มาก เพราะถ้าใครที่คิดว่าตนถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วมาขอศาลไต่สวนอย่างนี้ทุกราย ก็น่าสงสัยว่า เรามีตำรวจไว้ทำไม โดยเฉพาะในกรณีของความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว ที่เป็นความผิดอาญาอยู่แล้ว ใครก็ได้ ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษกับตำรวจ ตำรวจก็สืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐาน หากเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดจริง ก็เสนอพยานหลักฐานนั้นขอศาลเพื่อออกหมายค้นเพื่อเข้าช่วยบุคคลดังกล่าวได้อยู่แล้ว ไฉนเลยต้องวิ่งมาขอศาลเพื่อไต่สวน ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเร็วกว่านะครับ โดยเฉพาะหากเป็นกรณีใหญ่ๆแบบนี้ แล้วศาลท่านอาจจะต้องใช้เวลาหลายวันในการพิจารณา ซึ่งก็ต้องใช้เวลาไต่สวนหลายนัด กินเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วปัญหาต่อไปที่ผมเคยตั้งสมมติฐานไว้ก็คือ ศาลท่านมีอำนาจขนาดไหนที่จะสั่งให้นำผู้ที่อ้างว่าถูกคุมขังโดยมิชอบ (กรณีนี้คือหมอประกิตเผ่า) ไปควบคุมไว้ในสถาบันกัลยาราชนครินทร์ ระหว่างที่มีการไต่สวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจจะเข้าใจผิด แต่อำนาจที่จะสั่งให้ใครไปอยู่ในความควบคุมดูแลในสถานที่ใดๆ หรือของบุคคลใด มันก็น่าจะมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งเท่าที่ผมรู้ กฎหมายให้อำนาจศาลหรือพนักงานสอบสวน ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้แพทย์ตรวจสภาพทางจิตได้หากสงสัยว่าผู้นั้นมีปัญหาทางจิต ซึ่งอาจจะไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ หากรายงานของแพทย์ปรากฏว่า ผู้นั้นมีอาการผิดปกติทางจิตจนไม่อาจต่อสู้คดีได้ ก็อาจจะต้องงดการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วส่งตัวบุคคลนั้นไปบำบัดรักษา จนกว่าจะหาย หรือ จนกว่าจะสามารถต่อสู้คดีได้ แล้วมาว่ากันใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เคสของคุณหมอไม่ใช่ คุณหมอไม่ใช่ผู้ป่วยคดี ไม่ใช่ผู้ต้องหา ไม่ใช่จำเลย คุณหมอเป็นผู้ป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วกฎหมายเกี่ยวกับสุขภาพจิต ที่จะให้อำนาจรัฐ เอาตัวบุคคลที่เชื่อว่ามีอาการผิดปกติทางจิตแล้วอาจจะทำอันตรายต่อผู้อื่น ไปถูกควบคุมไว้ในสถาบันหรือหน่วยงานทางการแพทย์เพื่อรักษา บำบัด ทั้งนี้ไม่ว่าจะแบบ สมัครใจหรือบังคับ ก็ยังไม่ออก (ในอังกฤษมีกฎหมายประเภทนี้เรียกว่า Mental Health Act)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เลยไม่แน่ใจว่า การที่ศาลสั่งให้หมอประกิตเผ่าไปอยู่ในความดูแลของสถาบันกัลยาราชนครินทร์ ท่านสั่งโดยอาศัยกฎหมายข้อไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกเลย ผมตั้งข้อสงสัยว่า การร้องขอให้ปล่อยตัวบุคคลที่อ้างว่าถูกควบคุมตัวโดยมิชอบนั้น น่าจะจำกัดปริมณฑลอยู่แค่เพียง “การถูกควบคุมตัวโดยอำนาจรัฐ” อย่างที่ประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้มันดำเนินมา แต่ผมเข้าใจผิด เพราะไม่ว่าจะเป็นหลักกฎหมายต่างประเทศที่เรานำมาใช้ในเรื่อง Habeas Corpus หรือ แม้กระทั่งในคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลไทยเอง ก็ยอมรับว่า การร้องขอดังกล่าว ไม่จำกัดอยู่แค่เพียงการถูกควบคุมตัวโดยอ้างอำนาจรัฐเท่านั้น แม้เป็นกรณีเอกชนกระทำต่อเอกชนด้วยกันก็สามารถมาร้องขอต่อศาลก็ได้ ดังเช่น กรณีหมอประกิตเผ่านี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกว้างขวางของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยหลายประการ ดังที่เขียนไว้ข้างต้นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่า หากทุกคดีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการกักขังหน่วงเหนี่ยว ใช้วิธีนี้กันหมด ศาลจะมีเวลาไปพิจารณาคดีอื่นๆหรือไม่ ทั้งๆที่เรามีกระบวนการยุติธรรมที่สามารถจัดการเกี่ยวกับทุกฐานความผิดอยู่แล้ว ก็คือ แจ้งความต่อตำรวจ ตำรวจก็รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายค้น เข้าไปช่วยเหลือ แล้วก็จับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือคิดว่านี่คือทางลัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าลืมว่าทางลัด ใช้กันบ่อยๆมันก็ไม่ลัดนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือคิดว่ายุคนี้ ถ้าถึงมือศาลแล้ววางใจได้ (สังเกตจากปฏิกิริยาของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายของหนูเปมิกา หรือทางครอบครัวทมทิตชงค์เอง ที่น้อมรับคำสั่งศาลทุกรูปแบบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ใช่พวกอำนาจนิยม ไม่สนใจต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกคุมขังนะครับ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะมีระบบจัดการที่มันชัดเจน บางทีกว้างเกินไปจนหาขอบเขตไม่ได้ มันก็ไม่ใช่จะมีแต่ข้อดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองคิดเล่นๆนะครับ หากศาลไต่สวนคำร้องขอให้ปล่อยบุคคลที่ถูกคุมขังโดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วศาลบอกว่า เฮ้ย ชอบแล้ว มีอำนาจที่จะควบคุมได้ เท่ากับว่าศาลได้ตัดสินไปเลยหรือเปล่าว่า การกระทำของผู้ที่ควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ ไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียเสรีภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็น่าแปลก เพราะเท่ากับศาลตัดสินคดีโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และไม่ต้องผ่านดุลพินิจสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ จะเห็นได้ว่า นี่คือทางลัดของแท้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็หวังว่า คดีหน่วงเหนี่ยวกักขังทั้งหลาย วิ่งมาใช้ทางลัดทางนี้หมดนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยวศาลไม่มีเวลาไปสรรหาองค์กรอิสระกับแก้วิกฤตชาติกันพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยายามจะกระตุ้นตัวเองอยู่เหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหน อะไรๆที่ตั้งใจจะทำมักไม่เคยได้ทำ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามจังหวะครับ แต่ก็มีเรื่องคิดๆไว้ว่าจะเขียนสักเรื่องสองเรื่อง ไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัดเดิน หัดว่ายกันใหม่ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-7884791900293033024?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/7884791900293033024/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=7884791900293033024' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/7884791900293033024'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/7884791900293033024'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/05/blog-post.html' title='สวัสดีครับ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-3155966730859595529</id><published>2007-03-04T05:56:00.000-08:00</published><updated>2007-03-04T08:52:43.694-08:00</updated><title type='text'>หลักกิโลที่ 27</title><content type='html'>วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ผมก็มานั่งหน้าคอม จิ้มคีย์บอร์ดรำลึก 1 ปี แห่งการมีอายุ 26 เป็นครั้งแรกในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่หมุดหมาย หรือหลักกิโล เลื่อนเคลื่อนไปอีก 1 หน่วยบรรจุแล้วเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาช่างติดปีกบินผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอเพียงหน่อยเดียว เลข 3 มารออยู่ตรงหน้า เรียกได้ว่าไม่ต้องชะเง้อก็เห็นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2549 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผมที่สุดปีหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ผมอาศัย "โรงงานใหญ่" เป็น อู่ข้าวอู่น้ำ มาเป็นเวลา 2 ปี กับอีก 9 เดือน ผมก็มีความจำเป็นต้องย้ายออกจาก "โรงงานใหญ่" จากเด็กน้อยที่มีส่วนร่วมผลิต "เม็ดอมแห่งความประหยัด" ผมต้องกลายร่างเป็น "ผู้ช่วยกุ๊ก" ในร้านอาหารใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนในโรงงานเก่า รวมทั้งคนรอบข้าง พร่ำบอกกับผมเสมอว่า นี่คือความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะมีคนหลายหมื่นคน ฝันอยากจะเป็น "ผู้ช่วยกุ๊ก" ในร้านอาหารแห่งนี้ เช่นเดียวกับที่ผมเป็นอยู่ ณ ตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมขอพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อนว่า มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ด้วยเนื้อหาของมันเอง หาใช่คำพร่ำบอกจากคนรอบข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานผู้ช่วยกุ๊ก หน้าที่ใหม่ของผม จะว่าไปมันก็แตกต่างกับการเป็นเด็กน้อยในโรงงานทำเม็ดอมแห่งความประหยัดบ้านหลังเก่าของผมไม่มากนัก เพียงแต่ความเข้มข้นของรสชาติ รวมทั้งปริมาณลูกค้า และขนาดของร้านมันผิดกันลิบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านอาหารที่ผมทำงานอยู่ ถือเป็นร้านอาหารใหญ่ มีอายุอานามเก่าแก่นับเป็นร้อยปี มีลูกค้ามากมาย เรียกได้ว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของแทบจะทุกคนในประเทศนี้ต้องเคยใช้บริการร้านอาหารของผมบ้างล่ะ ไม่ว่าจะสาขาไหนก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นธรรมดาที่ร้านเก่าแก่ ลูกจ้างมากมาย การบริหารจัดการจึงต้องสลับซับซ้อน หลากหลายตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุคลากรที่สำคัญที่สุดในร้านอาหารของผม ไม่ใช่ใครอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"กุ๊ก" นั่นแหล่ะ กุ๊กที่นี่แบ่งออกเป็นหลายชั้น ไล่เรียงตั้งแต่ "ผู้ช่วยกุ๊ก" "กุ๊กชั้น 1" ไล่ไปจนถึง "กุ๊กชั้น 5" ซึ่งนับว่าเป็นระดับ "โคตรเซียน" ซึ่ง "กุ๊กชั้น 5" นั้น จะได้รับตำแหน่งประธานกรรมการของร้านไปด้วยในตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุ๊กแต่ละคนแม้จะปรุงอาหารเมนูเดียวกัน แต่ก็มีอิสระที่จะใช้สูตรเด็ดของตัวเอง รสชาติจึงไม่ค่อยซ้ำกันนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นอิสระของการใช้สูตรประกอบอาหารของกุ๊กร้านผม นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใหญ่พอๆกันกับ การเคารพอาวุโส ระหว่างกุ๊กด้วยกัน ไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน เคยเป็นกุ๊กใหญ่ในร้านอื่นมาก่อน แต่เมื่อคุณก้าวเข้ามาสู่ร้านอาหารแห่งนี้แล้ว ถ้าเข้ามาทีหลัง ก็ต้องให้ความเคารพกุ๊กรุ่นพี่เสมอ โดยไม่สนวัยวุฒิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระในการเลือกสูตรการปรุงอาหารของกุ๊ก ก็ก่อให้เกิดปัญหาอยู่บ้าง ในเมื่ออาหารเมนูเดียวกัน วัตถุดิบ เครื่องปรุงก็ชนิดเดียวกัน แต่กุ๊กที่รับผิดชอบคนละคน รสชาติอาจจะต่างกันราวฟ้ากับเหว ยังผลให้ลูกค้าค่อนข้างสับสน เพราะบางครั้งกินที่สาขาเดิมแต่เปลี่ยนกุ๊กทำรสชาติยังไม่เหมือนเดิมเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ประธานกรรมการจึงมักจะต้องมีการทำคู่มือการปรุงอาหาร ออกมาแจกจ่ายให้ผู้จัดการสาขา นำไปแจ้งแก่บรรดากุ๊กในสังกัดตัวเอง โดยหวังว่ากุ๊กแต่ละคนจะปรุงอาหารเมนูเดียวกัน ออกมารสชาติไม่แตกต่างกันระดับ 180 องศา มากนัก ซึ่งก็ได้ผลบ้าง และไม่ได้ผลบ้าง โดยเฉพาะกับบรรดา "กุ๊กรุ่นใหญ่" หรือ "กุ๊กอาวุโส" ที่มักจะเชื่อมั่นในฝีมือการปรุงอาหารของตนเอง ด้วยประสบการณ์ที่ยืนอยู่บนถนนยุทธการกระทะเหล็กมาไม่น้อยกว่า 30 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงไม่น่าแปลกใจที่คนภายนอกมักมองว่าร้านอาหารของผม กุ๊กแต่ละคนรู้สึกว่า "อีโก้" จะสูง และเป็นพวก "อนุรักษ์" นิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ยุคปัจจุบัน การปรุงอาหารจะมีความเป็นหลักการและทฤษฎีมากขึ้น แต่กุ๊กร้านผมยังเชื่อในประสบการณ์นิยมอยู่ค่อนข้างแน่นหนา จนบางครั้งก่อให้เกิดช่องว่างทางความคิดระหว่าง "นักวิชาการคหกรรม" ผู้ผลิตหลักการและทฤษฎีที่ทดลองและพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์การอาหาร กับ "กุ๊ก" หรือ ผู้เน้นในประสบการณ์ยาวนานในการปรุงอาหารเลี้ยงลูกค้ามาอย่างช่ำชอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงปีที่ผ่านมา ร้านอาหารของผม ค่อนข้างจะเป็นจุดสนใจของลูกค้าและประชาชนทั่วไป เพราะ นอกจากจะทำอาหารประเภท "อาหารตามสั่ง" เมนูดั้งเดิม บริการลูกค้ามากว่าร้อยปีแล้ว ภาระกิจของร้านอาหารของผมได้ขยับขยายออกไปมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้เนื่องจาก บรรดาร้านอาหารจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส อิตาเลียน ที่พาเหรดมาเปิดตัวในหมู่บ้านของเรานั้น ถูกจับได้ว่ามีความไม่โปร่งใสในการจัดการบริหารงาน เหตุก็เพราะบรรดาผู้จัดการร้านอาหารเหล่านั้นทุจริต ยักยอกเอาเงินที่ได้จากการประกอบการ ไปเป็นของตัวเอง บ้างก็ให้เครือญาติผูกขาดรับสัมปทานส่งวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารให้ร้านเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารที่เป็นที่สุดแห่งความภาคภูมิใจของหมู่บ้านเรา ที่เพิ่งเปิดตัวต่อโลกไปไม่นาน กลับมีกลิ่นโชยแห่งความเน่าเหม็นข้างในอีกตะหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าหมู่บ้าน ประมาณ เดือนกันยายนที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะกรรมการหมู่บ้านชุดใหม่ จึงมีมติให้ร้านอาหารเก่าแก่อย่างร้านของผม เข้าไปดูแลจัดการ กิจการร้านอาหารที่มีปัญหาเหล่านั้นแทน โดยโอนย้ายกุ๊กฝีมือดีจากร้านผมไปหลายคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาก็คือ แม้กุ๊กร้านผมจะเป็นอรหันต์ หรือยอดเซียน ขนาดไหนก็ตาม แต่ก็เป็นยอดเซียนในเมนูประจำเช่น กระเพราะไก่ไข่ดาว หมูผัดพริกแกง แกงเขียวหวานไก่ ข้าวผัดปู แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ทำนองนั้น แต่เมื่อต้องไปรับผิดชอบ ผลิตอาหารตามเมนูของร้านใหม่ๆ ชื่อก็เรียกยาก วัตถุดิบ กรรมวิธีการทำก็ไม่คุ้นเคย ทำให้กุ๊กใหญ่หลายคนจากร้านของผม "เสียกุ๊ก" ไปก็มาก บ้างก็ออกแนวเพี้ยนไปเลยก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ได้แต่หวังว่า คณะกรรมการหมู่บ้านจะจัดระเบียบการบริหารงานหมู่บ้านให้เข้าที่เข้าทางโดยเร็วเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุ๊กใหญ่ๆของร้านผม จะได้กลับมาปรุงอาหารตามที่ท่านๆถนัดเหมือนเดิม จะได้จรรโลงกระเพาะอาหาร อันถูกปากถูกลิ้นคนในหมู่บ้าน อย่างที่เคยๆมาต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อ ลืมไป ตอนนี้ผมเป็นผู้ช่วยกุ๊ก อยู่ "ร้านอาหารไคฟง สาขาธนบุรี" ครับ ใครว่างๆก็แวะไปใช้บริการกันได้ครับ แต่ถ้าหวังจะได้ลิ้มชิมรสฝีมือการปรุงอาหารของผมล่ะก็ ต้องบอกว่าเร็วไปสองปีล่ะครับ ตอนนี้ผมหั่นผักยังเบี้ยวเลยครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-3155966730859595529?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/3155966730859595529/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=3155966730859595529' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/3155966730859595529'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/3155966730859595529'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/03/27.html' title='หลักกิโลที่ 27'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-6057278427962128144</id><published>2007-02-22T04:32:00.000-08:00</published><updated>2008-12-09T06:14:20.094-08:00</updated><title type='text'>ดูโอไม้กอล์ฟ!</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/Rd2OOWxJYnI/AAAAAAAAADk/-CiB1v6UUN4/s1600-h/325475-1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5034336335751111282" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/Rd2OOWxJYnI/AAAAAAAAADk/-CiB1v6UUN4/s320/325475-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ใครเป็นแฟน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อย่างผมเมื่อวานคงหลับสบาย และตื่นไปทำงานตอนเช้าแบบอิ่มอกอิ่มใจ (แม้จะได้นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก่อนหน้าบิ๊กแมตซ์แห่งรอบ 16 ทีมสุดท้ายของถ้วยหูยานจะบังเกิดขึ้น ไม่มีใครคิดว่าน้องหงส์ของผมจะรอดสันดอนออกมาจากคัมป์ นู โดยเฉพาะเมื่อเทียบฟอร์มล่าสุดของทั้งสองทีม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แถมก่อนเกมส์สื่อโปรตุเกสยังกระพือข่าวความแตกร้าวระหว่างผู้เล่นหงส์แดง อย่าง "เคร็ก เบลลามี่" กองหน้าหนูถีบจักร ตัวป่วน กับ "ยอห์น อาร์เน รีเซ่" แบ็กซ้ายตีนผี โดยเต้าข่าวว่าเบลลามี่ เอาไม้กอล์ฟหวดหลังรีเซ่ ยามที่สติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะร่ำแอลกอฮอลล์มากไปหน่อย ระหว่างทีมเก็บตัวอยู่ ณ เมืองฝอยทอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แฟนหงส์อย่างผม บอกได้คำเดียวว่า อย่าเละกลับมาก็พอแล้ว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เกมเริ่มไป 10 นาที น้องหงส์ดูดีกว่าที่คาด ตัดบอล ต่อบอล และครองบอล เหนือกว่าทีมเทพจุติอย่างบาร์ซ่า แต่นาทีที่ 14 ทั้งสองทีมก็เข้าฟอร์ม หงส์แดงยืนตำแหน่งกันสะเปะสะปะ เชื่องช้า เข้าหาบอลช้ากว่าผู้เล่นบาร์ซ่าก้าวนึงเสมอ หลังจากนวดเพียงสองสามหมัด ประตูแรกของเกม ก็เกิดขึ้น เดโก้ โขกเหน่งๆ เสียบเสาแรกไปอย่างเฉียบขาด จากลูกเปิดอย่างพอดิบพอดีด้วยอีซ้ายของซามบรอตต้า แบคซ้ายทีมแชมป์โลก (แถมก่อนเปิด พวกหลอกสตีวี่ซะหลังหักอีกตะหาก) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จากนั้นหงส์แดงก็เป๋ไปเป๋มา ผ่านไปสามสิบนาที บาร์ซ่าคิดว่าสกอร์จะไหล จึงเล่นติดประมาท ผ่อนเกมและปล่อยให้หงส์แดงเริ่มจับจังหวะเกมของตัวเองได้เรื่อยๆ นาทีที่ 43 หายนะก็เกิดขึ้นกับทีมแห่งแคว้นคาตาลัน เมื่อบิคตอร์ เบาเดส ประตูน้ำ ทีมเจ้าถิ่น รับลูกโขกที่เหมือนจะแรงของเบลลามี่ เข้าซอง แต่พ่อคุณดันหลักไม่ดี กระโดดรับลูกเข้าซองได้แล้วเชียว แต่ตัวกำลังไถลเข้าไปในเขตประตู จึงรีบปล่อยลูกออกมาจากการครอบครอง มัจจุราชดัชต์ผมทอง เดิร์ค เค้าท์ แปซ้ำเข้าไปไม่เหลือ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่เมื่อรีเพลย์จากภาพช้าแล้ว บอลมันข้ามเส้นตั้งแต่ลูกโขกของกองหน้าหนูถีบจักรไปแล้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แถมเบลลามี่ผู้ทำสกอร์ได้ งัดเอาท่าสวิงกอล์ฟสุดสวย มาเย้ยข่าวฉาวอีกตะหาก พ่อเจ้าประคุณ การได้ประตูตีเสมอ ก็เหมือนกับการปลุกลิเวอร์พูลออกจากภวังค์ เนื่องจากถ้วยใหญ่ที่สุดแห่งยุโรปในเกมเหย้าเยือนนั้น นับลูกอะเวย์ โกลล์ด้วย (ไม่เหมือนบอลอาเซี่ยนคัพแถวบ้านเรา) ใครยิงประตูนอกบ้านได้ ก็ได้เปรียบ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะจริงๆที่ได้ประตูช่วงท้ายเกม ไม่เปิดโอกาสให้บาร์ซ่า ทวงคืนได้ในครึ่งแรก ต้องไปรอต่อไปในครึ่งหลัง เกมใน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ครึ่งหลังเหมือนหนังคนละม้วน เพราะตัวละครเอกอย่าง "เหยินน้อย" โรนัลดิญโญ่ "ต่ายน้อย" ซาบิโอล่า และ "หนูน้อยมหัศจรรย์" (ไม่ใช่ทาทายังแน่นอน) ลีโอเนล เมสซี่ พร้อมใจกันไปเปิดวงแชร์ หายไปจากเกม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับกุนซือหัวใส หุ่นนกเพนกวิน เอล ราฟา โยกเอาอาร์เบลัว ที่ถนัดขวามายืนซ้ายเพื่อประกบ เมสซี่ สลับเอาเจอร์ราร์ดมาปิดโรนัลดิญโญ่ และใช้แผนดักล้ำหน้าเล่นงานต่ายน้อย ส่วนกองกลางพันธุ์ระห่ำ อย่างซิสโซโก้ ก็เล่นแบบถึงลูกถึงคน แทนนสรยุทธ จนซาบี เฮอร์นันเดซ และอินนิเอสต้า แขยงขยาด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อเกมรุกบาร์ซ่า เดินหน้าไม่ได้ ทีมเทพจุติ ก็เหมือนกับทารกน้อยแรกเกิด ยิ่งธรรมชาติของทีมที่ชอบเกมรุกมักมีจุดอ่อนอยู่ที่เกมรับด้วยแล้ว หงส์แดงเหมือนซื้อหวยใต้ดิน ถูกทั้งเต็งและโต๊ด เมื่อกองหลังบาร์ซ่าเฟอะฟะอีก ในจังหวะที่เจอร์ราร์ด ตักบอลเข้าไปในเขตโทษ เดิร์ค เค้าท์ โฉบหน้ากองหลัง แตะบอลเพื่อหาจังหวะยิง แม้จะยิงติดเบาเดส ลูกลอยเด่นเป็นสง่า แต่มาเกส ที่ปกติเหนียวแน่นทนนาน ยิ่งกว่ายิปซั่มบอร์ดตราช้าง แต่ช็อตนี้เสียราคา เป็นเพียงกระดาษชำระเซลลอค เมื่อโหม่งด้วยความแรงประมาณปัสสาวะเด็กห้าขวบ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ลูกลอยมาเข้าทางเบลลามี่ ที่วันนี้ฟ้ากำกับให้เล่นบทพระเอก ตาไว เห็นคู่หูดูโอไม้กอล์ฟ ยืนกางมุ้งรอ อยู่เสาสอง จึงเปิดถวายใส่พานทองแท้ ไปให้ รีเซ่ก็มั่นใจ ทั้งๆที่มีเวลาแต่งบอลให้เข้าเท้าซ้ายข้างถนัด เผื่อจะได้ยิงตาข่ายให้กระจุย แต่กลับยิงด้วยขวา ถ้าเป็นเกมอื่นมันต้องแป๊ก ลูกค่อยๆเลื้อยออกหลังแน่นอน แต่วันนี้คนมันจะดัง ลูกออกจากเท้าขวาข้างไม่ถนัด แต่ความแรงไม่ต่างจากอีซ้าย พุ่งวาบเสียบคานไปอย่างสวยงาม ทำให้หงส์แดงกระพือตีปีกขึ้นนำ 1 - 2 ทำไปได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ช่วงท้ายเกมบาร์ซ่าทดสอบเกมรับหงส์แดงอย่างหนัก แต่ก็ได้แค่เฉี่ยวไปมา จากลูกหลุดเดี่ยวของต่ายน้อย ซาบิโอล่า แต่เรน่า ออกมาไวตัดไว้ได้ และลูกเปิดไซด์โค้งลักไก่ ของเดโก้เจ้าเก่า ลูกชนเสาสองจังเบ้อเร่อ ก็ได้แค่เกือบ หงส์แดงจึงออกจากคัมป์ นู ด้วยชัยชนะที่หลายคนทำหน้าตาไม่เชื่อ พร้อมกับพกความได้เปรียบในอีกนัดข้างหน้าที่แอนฟิลด์ เพราะว่าแม้จะแพ้ 0 - 1 ก็ยังได้เข้ารอบอยู่ดี&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ยังจำนัดที่บาร์ซ่ามาเยือนหงส์แดงเมื่อหลายปีก่อนในถ้วยใบเดียวกันนี้ได้ แพทริค ไคต์เวิร์ต ให้ของขวัญหงส์แดงเมื่ออยู่ดีๆ ก็เอามือไปปะทะลูกฟุตบอลขณะกำลังเทคตัวขึ้นโหม่งในเขตโทษตัวเองซะงั้น ขออีกสักลูกเถอะ อีแบบนี้&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-6057278427962128144?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/6057278427962128144/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=6057278427962128144' title='15 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/6057278427962128144'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/6057278427962128144'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/02/blog-post_22.html' title='ดูโอไม้กอล์ฟ!'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/Rd2OOWxJYnI/AAAAAAAAADk/-CiB1v6UUN4/s72-c/325475-1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>15</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-8165741090367033101</id><published>2007-02-17T20:50:00.000-08:00</published><updated>2008-12-09T06:14:23.741-08:00</updated><title type='text'>ทัศนะศึกษา แบบพุทธศิลป์ (แบบฉบับมือใหม่) ตอน ๑ (ขออีกที)</title><content type='html'>เนื่องจากครั้งที่ผมโพสไปเมื่อคราวก่อนนั้น น่าจะอยู่ในช่วงสุกดิบของการปรับเปลี่ยนของ blogspot จึงทำให้เกิดความผิดพลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;บล็อกตอนที่แล้วของผมจึงอันตรธานหมายไปอย่างไร้สาเหตุ คราวนี้จึงขอมาโพสใหม่ครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สำหรับตอนสอง ขอติดไว้ก่อน ยังไร้พลังครับ ฮ่าๆ (ข้ออ้างเดิมๆ)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;........................&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ท่าทางศกนี้ผมจะถูกโฉลกกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพิเศษ พ้นมาเพียงเดือนเศษของปีหมูไฟ ผมไปเยือนกรุงเก่ามาแล้วสองหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นสองครั้งสองคราที่ได้อรรถรสแตกต่างกันจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งแรกผมและผองเพื่อน ไปทำบุญไหว้พระเก้าวัด (นับจริงๆคือแปดวัดครึ่ง เพราะไหว้บนรถซะหนึ่งวัด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อรรถรสที่ได้คือ การได้เวียนทำบุญ (แบบทำเวลา) ได้บุญ ได้เที่ยว บรรยากาศสนุกสนานเพราะไปกับเพื่อน ...สบายใจ ได้บุญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งที่สอง นี่สาระล้วนๆครับ ผมมีโอกาสไปอยุธยาแบบ “ทัศนะศึกษา” แท้ๆ ยิ่งกว่าช่วงวัยเรียนช่วงใดในชีวิตผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนี้ผมมีโอกาสติดตามน้องๆคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร ไปทัศนะศึกษาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นความคุ้มที่ยิ่งกว่าคุ้ม (นอกจากพักฟรี และนั่งรถฟรี...ด้วยความอนุเคราะห์จากโครงการวิจัยกฎหมายตราสามดวงเช่นเดิม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มีโอกาสรับความรู้จากไกด์กิติมาศักดิ์ ว่าที่ด๊อกเตอร์ จากโปรตุเกส ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ ความสามารถในการบรรยายถ่ายทอด ให้เรื่องราวที่หลายคนส่ายหน้ายามอยู่ในห้องเรียนอย่างวิชาประวัติศาสตร์ เท่านั้นยังไม่พอ ดันเป็น “ประวัติศาสตร์” สนธิกับ “พุทธศิลป์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจำต้องเรียนวิชาพรรค์นี้ ผมคงง่วงตั้งแต่เห็นชื่อวิชาแล้วครับ พร้อมกับเตรียมหมอนมุ้ง เข้าไปในห้องบรรยายด้วยแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อาจารย์ท่านนี้สามารถบรรยายให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยุธยาผสมพุทธศิลป์ เป็นเรื่องราวที่น่าสนุก น่าติดตาม และน่าตื่นเต้น ไม่แพ้การดูซีรี่ย์อเมริกาอย่าง CSI อย่างไรอย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บล็อกตอนนี้ของผม วัตถุประสงค์แรกคือ พยายามเก็บเอาความรู้และความทรงจำในการไปทัศนะศึกษาครั้งนี้ไว้ ด้วยเกรงว่ามันจะเลือนหายไปตามกาลเวลา และผมคงรู้สึกเสียดายอย่างมาก หากมันต้องเป็นเช่นนั้น ดังนั้นตอนนี้จึงไม่จำกัดความยาวครับ และถ้าเป็นไปได้ ผมจะพยายามเขียนอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่ความทรงจำ และการบันทึกในสมุดโน้ตเล็กๆตลอดสองวันเต็มๆ จะช่วยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบกับการเอารูปมาลงให้เยอะที่สุด งวดนี้ผมถ่ายรูปไปเยอะเลย แต่เป็นการถ่ายแบบมีวัตถุประสงค์ หรือมีจุดมุ่งหมาย หากเป็นก่อนหน้านี้ผมคงแปลกใจตัวเองไม่น้อย เพราะรูปบางรูปนี่ผมจะถ่ายมาทำอาวุธด้ามยาวใช้แทงทำไม ดูไม่เห็นจะรู้เรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ ณ วันนี้ จุดเล็กๆ บางจุด ร่องรอยบางรอย แม้แต่เศษปูนเศษอิฐ บางรูป มันสื่ออะไรให้เห็นได้เยอะเชียวครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพรวมของการไปทัศนะศึกษาครั้งนี้ พวกเราเดินย้อนรอยตามคำให้การของ “ขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” ครับ ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา นอกจากการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีอยู่มากมายดาษดื่น ทำนอง พงศาวดาร หลายเวอร์ชั่น หลายสำนัก หลายผู้แต่ง หรือเอกสารของชาวต่างชาติที่มีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเก่าของเราร่วมสมัยนั้น ซึ่งฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนี้ช่างจด ช่างจำ และช่างบันทึก (แต่ถูกผิด เชื่อถือได้ไม่ได้ ว่ากันอีกเรื่อง) แล้ว ยังมีเอกสารบางประเภทที่เราเรียกหรือเราได้ยินกันทำนอง “คำให้การ” ต่างๆ ซึ่งเท่าที่ผมคุ้นชื่อ ก็มี “คำให้การชาวกรุงเก่า” “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” “คำให้การขุนหลวงหาวัด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเที่ยวนี้แล้ว เราตามรอยตามคำให้การ “ขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” หรือ “เจ้าฟ้าอุทุมพร” กันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำให้การฉบับดังกล่าว (ออกตัวดังเอี๊ยดดดด ว่าผมยังไม่ได้อ่านเอกสารฉบับนี้เลย) ส่วนใหญ่จะเป็นการอธิบายถึง “ภูมิสถาน” หรือ “ตำแหน่งแห่งที่” สถานที่สำคัญๆ ทั้งหลาย ในสมัยอยุธยา ซึ่งน่าจะรวมไปถึง วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนชาวอโยธยาในสมัยนั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมแล้ว แน่นอนครับ ผมยังถือว่าเป็นมือใหม่ในทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง!! ดังนั้นข้อมูลทั้งหลายที่ผมนำมาเขียนลงบล็อกนั้น จึงเป็นความรู้ที่ผมพยายามเก็บ จากผู้รู้ทั้งหลายที่อยู่ในคณะ ดังนั้นจึงอาจจะมีการตกหล่น ถูกๆผิดๆ อยู่บ้าง เพราะผมเองก็เป็นพยานบอกเล่ามาอีกทอด ไม่มีเวลาและความสามารถพอที่จะไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยน่ะครับ ดังนั้นอย่าถือเป็นข้อมูลเชิงวิชาการเลยนะครับ เอาแค่เล่าสู่กันฟัง สนุกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มกันเลยดีกว่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่รถบัสขนาดย่อม ล้อหมุนออกจากหน้ากรมศิลปากร สนามหลวง คณะของเราก็มุ่งหน้าไปรับเหล่าอนาคตของชาติในทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาศิลปากร ทับแก้ว จังหวัดนครปฐม ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานที่แรกที่เรามุ่งมาขุดความรู้กัน ณ กรุงเก่า คือ “วัดมเหยงคณ์” ครับ ลำพังที่แรก ก็จดกันกระดาษปลิวนับหน้าไม่ถ้วนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครจะทราบครับ ว่าในสมัยนั้น ชื่อเก่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของเรานั้น ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จะปรากฏเป็นชื่อ “อโยธยาศรีรามเทพนคร” ...แปลกตรงไหน อยุธยา กับ อโยธา ก็น่าจะเหมือนๆกันแหล่ะ (คือแปลว่า เมืองที่ไม่มีทางเอาชนะได้ หรือไม่มีวันแตก ทำนองนั้น ) มันมาแปลกตรงการออกเสียงที่ผมได้ยินจากปากของไกด์กิติมาศักดิ์ของผมน่ะสิครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ยินถึงสามคำรบ จึงต้องเชื่อว่ามันออกเสียงว่า “อะ – โยด – ทะ – ยา” ครับ (ถ้าท่านอำก็ถือว่าผมหลงเชื่อมาเต็มๆแล้วกันครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตั้งชื่อดังกล่าวสันนิษฐานว่าน่าจะสัมพันธ์กับอินเดียในทางใดทางหนึ่ง (แต่ทางใดไม่รู้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อวัดก็น่าสนใจครับ มเหยงคณ์ มาจาก “มหิยังคณะ” (ไม่รู้ว่าสะกดถูกหรือเปล่านะครับ ถอดจากเสียงมา) ซึ่งน่าจะผูกกับทางลังกาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณพระเจดีย์องค์ใหญ่นั้น ฐานจะล้อมรอบด้วยรูปปั้น “ช้าง” ซึ่งถือเป็นสัตว์มงคลตามความเชื่อชาวลังกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวแรกก่อนที่จะย่างเข้าสู่บริเวณกำแพงแก้วของวัดนั้น ประตูวัดก็มีความรู้ให้เราขุดอีกแล้ว ประตูวัดแบบนี้เค้าเรียกกันว่าเป็นทรง “คฤห” ออกเสียงว่า “ครึ” ครับ ซึ่งมีความหมายว่า “ลด” ตามลักษณะประตูที่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ คล้ายกับศิลปะสมัยพระนารายณ์ หลายท่านอาจจะมองไม่เห็นภาพว่า แล้วส่วนยอดของประตูหน้าตาเป็นอย่างไร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032736335879299442" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdffCGxJYXI/AAAAAAAAAAk/ZXUwVILJdQM/s320/CIMG5463_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;โชคดีที่ทางหลังวัดยังมีประตูที่คล้ายกันอีกที่ และยังสมบูรณ์อยู่ จึงทำให้เราเทียบเคียงลักษณะของส่วนยอดประตูได้ว่า คงจะมีลักษณะคล้ายกันครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032736653706879362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdffUmxJYYI/AAAAAAAAAAs/LE2CTykI-HA/s320/CIMG5489_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ขนาดของประตู ก็มีนัยนะครับ เพราะจะต้องสร้างให้มีขนาดช้างหนึ่งเชือกผ่าน ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คงต้องสร้างพอที่รถจะเข้าออกได้นั่นเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราลอดประตูไปแล้ว สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ประการต่อไปก็คือ “ฉนวนทางเดิน” และ “การเรียงอิฐ” ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัดนี้เป็นวัดใหญ่ เป็นวัดสำคัญ ขนาดเป็นอารามหลวง ซึ่งจะมีการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์มาประกอบพิธีทางพุทธศาสนาอยู่เป็นนิจ ดังนั้นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน จึงมีร่องรอยของธรรมเนียมการถวายความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์ครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032736984419361170" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/Rdffn2xJYZI/AAAAAAAAAA0/9zNNY-gGTMI/s320/CIMG5467_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ที่เห็นคือ “พระฉนวน” ซึ่งก็คือ “ทางเดินนั่นเองครับ เป็นทางเดินพิเศษสร้างขึ้นสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ ฉนวนจะมีแนวกำแพงก่อกำแพงเป็นแนวทางเดิน ขนาดสูงท่วมหัว แต่แนวกำแพงดังกล่าว จะต้องเปิดช่องไว้ตอนหัวและท้าย ทั้งนี้สำหรับให้บรรดาขุนทหารองครักษ์ทั้งหลาย แยกดำเนินซ้ายขวา นอกแนวกำแพง ถวายอารักขา ก่อนที่จะเดินเข้ามาบรรจบเป็นรูปขบวนอีกครั้ง ในตอนท้ายแนวกำแพงครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032737418211058082" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfgBGxJYaI/AAAAAAAAAA8/pA7JFHdTiRw/s320/CIMG5468_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;การเสด็จพระราชดำเนิน นั้นลำดับการเสด็จก็น่าสนใจ บ้านเราเน้นระบบอาวุโสครับ การจัดวางตำแหน่งของคณะ จะเรียงลำดับก่อนหลังตามสิ่งที่เรียกว่า “โปเจียม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “โปเจียม” นั้น ยังไม่อาจสันนิษฐานได้ว่ามาจากรากศัพท์ หรือมีความเป็นมาทาง “นิรุกติประวัติ” อย่างไร อาจจะมาจากคำเขมรก็เป็นได้ แต่ใช้ในความหมายว่า “ลำดับ” ไม่ว่าจะเป็นการเดินทัพ การจัดเครื่องยศ หรือการเข้าเฝ้า ก็ต้องเป็นไปตาม “โปเจียม” ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การก่อเรียงอิฐเป็นทางเดินสมัยอยุธยาก็น่าสนใจครับ การเรียงอิฐหรือปูอิฐ ไม่เหมือนสมัยปัจจุบันครับ การเรียงอิฐสมัยนั้น เป็นการเอาสันอิฐตั้งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้อิฐรับน้ำหนักได้มากขึ้น มีความทนทานมากกว่า การเรียงอิฐแบบเอาด้านกว้าง หรือด้านป้าน รองรับน้ำหนัก แบบที่ปูแผ่นซีแพคโมเนีย อย่างสมัยปัจจุบัน ที่เรียงแล้วแตก แตกแล้วของบประมาณมาเรียงใหม่ ทุกๆสิ้นปีนั่นแหล่ะครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032737675909095858" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfgQGxJYbI/AAAAAAAAABE/9T2pBCP0RqU/s320/CIMG5466_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;การเรียงก็จะเรียงเป็นแนวเฉียงหรือเรียกว่า “ก้างปลา” มีบ้างเหมือนกัน ที่เรียกตรงๆสลับกัน แบบ “ลายสาน” ที่ผมพบที่วัดมงคลบพิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียงอิฐแบบนี้ เชื่อว่าได้รับอิทธิพลหรือแนวคิดมาจากทาง “เปอร์เซีย” ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพ้นแนวฉนวนแล้ว เบื้องหน้าเราจะพบกับ พระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังหนึ่ง ถึงตรงนี้ไกด์กิติมาศักดิ์ของเรายิงคำถาม แบบที่คนนับถือพุทธตามบัตรประชาชนอย่างผม ต้องคิดคิ้วขมวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านถามว่า “โบสถ์” หรือ “อุโบสถ” กับ “พระวิหาร” ต่างกันอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอจะมีเค้าความจำอยู่บ้าง เลยตอบไปอย่างแผ่วเบาว่า โบสถ์ต้องมีขอบขัณฑ์พัทธสีมากั้นล้อมรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็พอถูกล่ะครับ แต่ดูไม่ค่อยมีความรู้อะไร เลยต้องฟังไกด์ท่านอธิบายต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่ต้องมีแนวเขตพัทธเสมา หรือพัทธสีมาล้อมรอบก็เพราะ เป็นเครื่องบ่งบอกว่า บริเวณนี้นั้น เป็นบริเวณที่สงฆ์ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครจะเชื่อว่า (ผมคนหนึ่งล่ะ) จริงๆแล้ว ใบพัทธสีมาน่ะ ไมได้มีความสำคัญหรอก ที่สำคัญคือสิ่งที่อยู่ใต้ใบพัทธสีมานั่นต่างหาก เหตุด้วยข้างล่างจะเป็นที่บรรจุสิ่งที่เราเรียกว่า “ลูกนิมิต” ส่วนใบพัทธสีมานั้น เป็นเพียงเครื่องบ่งบอกว่า “ข้างล่างน่ะมีลูกนิมิตนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักเขตที่เราเรียกว่าพัทธสีมานั้น อย่างน้อยต้องมี 4 ทิศ ครับ แต่สำหรับอุโบสถที่มีบริเวณกว้างมาก อาจจะเพิ่มทิศย่อยอีก 4 ทิศ เป็น 8 ทิศ ก็ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชั้นต้นนั้น โบสถ์ หรือ อุโบสถ ไม่ใช่สถานที่สลักสำคัญมากนัก เหตุเพราะ เป็นสถานที่ที่สงฆ์ใช้ประกอบพิธีทางสังฆกรรมเท่านั้น โบสถ์จะตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใด ของวัดก็ได้ จะมีขนาดเท่าไหร่ก็ได้ ขอเพียงมีขนาดแค่พระภิกษุ 5 รูปนั่งขัดสมาธิแล้วก้มเอาศอกต่อกันได้ ก็พอ ในช่วงต่อมา โบสถ์จึงถูกยกให้มีความสำคัญขึ้น (ลองนึกภาพวัดตามต่างจังหวัด ที่มักปรากฏในฉากละครน้ำเน่าดู ที่พระเอกมักเข้าไปไหว้พระขอพร ตอนอกหัก หรือมีเรื่องราวเลวร้ายกระทบต่อชีวิต นั่นแหล่ะครับ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริเวณฐานพัทธสีมาที่ใบหายไปตามกฎไตรลักษณ์แล้วนั้น มีเศษกระเบื้องอยู่มากมาย ทันใดนั้น ไกด์ของผมก็หยิบเอาวัตถุเล็กๆ ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พร้อมกับตั้งคำถามต่อมาว่า “มันคืออะไร” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032738358808895954" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/Rdfg32xJYdI/AAAAAAAAABU/UpSI2CS9rak/s320/CIMG5472_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;โธ่พ่อคุณ ลำพังมันมาเต็มๆ ผมยังไม่รู้จัก แล้วนี่มันเหลือแค่เศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายทนไม่ไหว ท่านก็ต้องเฉลยล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันคือ “ขอของกระเบื้อง” ครับ กระเบื้องวัดนี่แหล่ะ เราเรียกกระเบื้องประเภทนี้ว่า “กระเบื้องขอ” ซึ่งการปูกระเบื้องนั้น คนโบราณจะเอาส่วนที่เรียกว่า “ขอ” ไว้เกี่ยวกับแนวจาก ปูกระเบื้องซ้อนๆกันครับ ดูจากขนาดของขอแล้ว ก็สันนิษฐานได้ว่า ตัวกระเบื้องคงมีขนาด และรูปร่างประมาณ ใบจอบขุดดินนั่นล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากเขตพัทธสีมาเข้าไป เราจะพบ มุขหน้าที่ยื่นออกมา เรียกว่า “มุขประเจิด” ที่ทำยื่นออกมาก็เพื่อเป็นที่ที่พระมหากษัตริย์จะทรงโปรยทานให้แก่บรรดาพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้า&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032737937902100930" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfgfWxJYcI/AAAAAAAAABM/bxqn2C9PWkw/s320/CIMG5471_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เดินเลยขึ้นไปนิดนึงก็จะพบตัวโบสถ์แล้วครับ ถึงตรงนี้ ไกด์ท่านก็ชี้ให้เราเห็นลักษณะศิลปะของอยุธยาในการสร้างโบสถ์ ก็คือ ช่างสมัยนั้นจะสร้างโบสถ์ให้มีลักษณะ “ตกท้องช้าง” “ตกท้องม้า” หรือ “ท้องสำเภา” นั่นคือ มีลักษณะแอ่น เหมือนท้องช้าง ท้องมา หรือเรือสำเภานั่นเอง ไม่ได้เกิดจากอาการทรุดตัวอย่างที่สมองน้อยๆของผมคิดแต่อย่างใด โดยมีความเชื่อที่ว่า “เรือ” จะเป็นพาหนะ ที่พาเราเหล่าหมู่มวลมนุษย์ข้ามพ้นวัฏสงสารนั่นเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032738646571704802" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfhImxJYeI/AAAAAAAAABc/tHOTz7IU1tA/s320/CIMG5476_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ฐานของพัทธสีมา ก็มีสิ่งที่น่าสนใจครับ ฐานดังกล่าว เราเรียกว่า “ฐานสิงห์” ถ้าสังเกตดูดีๆ ก็จะพบว่า มันเหมือน “ขาสิงห์” จริงๆ ฐานสิงห์ จะประกอบด้วยสามส่วนครับ ได้แก่ ฐาน หรือเท้าสิงห์ น่องสิงห์ และนมสิงห์ โดยเฉพาะ “นม” นี่ บ่งบอกอายุได้ด้วยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032738985874121202" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfhcWxJYfI/AAAAAAAAABk/lDf9A7QUXqU/s320/CIMG5481_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ถ้านมสั้นอายุก็ประมาณต้นอยุธยา ถ้านมยาว หรือนมยาน ก็จะประมาณปลายอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ครับ นมนี่ยานมาจดฐานเลยครับ สังเกตดูครับ สามเหลี่ยมแหลมๆ ที่ "ยาน" มาจนจดกับเส้นฐานนั่นแหล่ะครับ เรียกว่า "นมสิงห์" อันนี้ยานมาจนจดฐาน จึงน่าจะเป็นวัดที่สร้างหรือบูรณะสมัยอยุธยาตอนปลาย ทำนองนั้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวัดขนาดของวิหารหรือโบสถ์ เราจะนับหน่วยเป็น “ห้อง” ครับ ช่องระหว่างเสา 1 ช่อง เราเรียกว่า 1 ห้อง ครับ สำหรับวัดมเหยงคณ์แห่งนี้ นับได้ 9 ห้อง ถือว่าใหญ่พอตัวครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032739441140654594" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/Rdfh22xJYgI/AAAAAAAAABs/cNj_OnNHJ-g/s320/CIMG5479_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากนั้น ไกด์ท่านก็มาอธิบายต่อในส่วนของ “เจดีย์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประกอบของเจดีย์นั้น มี 3 ส่วน ได้แก่ ชั้นฐาน เรือนธาตุ และส่วนยอด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032739741788365330" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfiIWxJYhI/AAAAAAAAAB0/NV_RitN5vS8/s320/CIMG5482_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนที่เหนือเรือนธาตุขึ้นไปก่อนจะถึงส่วนยอดนั้น เราเรียกกันว่า “บัลลังก์” เหนือ “บัลลังก์” จะมีเสาที่เรียกว่า “แกนฉัตร” และเหนือ “แกนฉัตร” จะมีส่วนที่เรียกว่า “ปล้องไฉน” ซึ่งถ้าให้ผมวาดภาพเจดีย์จากความทรงจำของผม แน่นอนครับ ผมจะวาดรูประฆังคว่ำ ก่อนที่จะขีดคาดวงรีๆหลายๆวงซ้อนๆกันขึ้นไป แคบขี้นๆ ก่อนที่จะวาดส่วนยอดแบบสามเหลี่ยมแหลมเปี๊ยบ ไอ้วงๆซ้อนๆกันไป นั่นแหล่ะครับ เรียกว่า “ปล้องไฉน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปิดท้ายส่วนยอดด้วย ลูกกลมๆ ที่เรียกว่า “หยาดน้ำค้าง” (ไม่ใช่หยาดทิพย์แต่อย่างใด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยผ่านอุโบสถแล้ว เราก็จะพบพระเจดีย์องค์ใหญ่องค์หนึ่ง ซึ่งยกพื้นสูง ทันทีที่เราก้าวขึ้นบันไดความสูงสี่ห้าขั้นก็จะพบกับ “ปล้องไฉน” ขนาดใหญ่ ที่ร่วงลงมาแอ้งแม้ง อยู่เบื้องหน้าเรา (จริงๆถ้าตาไม่บอด คงมองเห็นตั้งแต่ไกลแล้วล่ะครับ ก็ปล้องมันใหญ่ขนาด) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032740081090781730" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdficGxJYiI/AAAAAAAAAB8/CIRaqt4_sOs/s320/CIMG5483_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;บริเวณฐานเจดีย์ เราพบสิ่งที่เรียกว่า “ซุ้มหน้านาง” ซึ่งรายล้อมด้วยพระพุทธรูป นั่งล้อมรอบฐานพระเจดีย์องค์ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แล้วครับ แต่สิ่งที่ไกด์ท่านชี้ให้เห็นก็คือ รอยสีที่ยังเห็นได้ชัดเจนว่า ต้องมีการทาสีแดงหรือที่เรียกว่า “สีชาด” อยู่ แม้ว่าจะซีดๆลงไปบ้างแล้วตามเวลา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032740841299993154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfjIWxJYkI/AAAAAAAAACM/ULqLH49OrIo/s320/CIMG5493_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่ต้องทาสีชาดก็เพราะ สีชาดนี้จะขับให้สีทองขององค์พระ หรือองค์พระเจดีย์เหลืองอร่ามขึ้น พลันให้นึกถึงบรรดาร้านทองตามเยาวราช ว่าทำไมถึงต้องจัดตู้ใส่ทอง และเฟอร์นิเจอร์ในร้านเป็นสีแดงสด มิน่าล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่สีชาดติดแน่นทนนานขนาดนี้ ก็เพราะช่างสมัยโบราณ ท่านทาสีชาดในขณะที่ปูนยังไม่แห้ง ทำให้สีนั้นแทรกเข้าไปในเนื้อปูน เป็นเหตุผลที่ทำให้สีติดแน่นทนนานแบบนี้นั่นเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่จะเราจะเวียนทักษิณาไปยังด้านหลังองค์พระเจดีย์ ไกด์ก็พาเราม้วนมาดูด้านป้านของปล้องไฉน พร้อมตั้งคำถาม (อีกแล้ว) ว่า ทำไมปล้องไฉน ถึง “มีรู” มันไม่ใช่โดนัทสักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032740428983132722" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfiwWxJYjI/AAAAAAAAACE/cbr-FnSa8bM/s320/CIMG5487_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;รอเวลาสักพัก เมื่อเห็นว่า ไม่มีใครตอบได้ ท่านก็เฉลยว่า สมัยโบราณการก่อสร้างเจดีย์ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปั้นๆไปประกบกัน แต่ต้องสร้างโครงขึ้นมาก่อน นั่นก็คือ ตั้งไม้สูงชึ้นไปแล้วค่อยประกอบปูนปั้นต่างๆเป็นองค์พระเจดีย์ ในส่วนของปล้องไฉนก็เช่นกัน ก็เป็นการก่ออิฐถือปูน โปะๆๆๆ แกนที่เป็นไม้นั่นแหล่ะครับ ไม้จึงเป็นแกนกลาง หรือไส้กลางของเจดีย์ เวลาปล้องไฉนร่วงลงมา เลยปรากฏรูที่เป็นแกนกลางของไม้นั่นเองครับ (เหมือนไอติมแท่งเลยแฮะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงปูนสมัยอยุธยา ก็มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่ง่ายเหมือนผสมสำเร็จแบบโทรสั่งจากซีแพคได้ดังในปัจจุบัน แต่กรรมวิธีทำปูนของช่างอยุธยานั้น น่าทึ่งนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างโบราณมีการนำเอาวัสดุบางอย่างที่เราคาดไม่ถึงมาเป็นส่วนผสมของปูน เช่น เปลือกหอยแครง โดยการนำเอาเปลือกหอยแครงมาเผาไฟให้ร้อน แล้วแช่น้ำทันที เปลือกหอยจะแตกสลาย แช่น้ำไปเรื่อยๆก็จะยุ่ย เมื่อนำมาผสมกับหนังควาย หญ้าแห้ง ฟางแห้ง ก็จะได้ปูนที่เหนียวแน่น ทนทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของปูนอยุธยาจึงมีความแข็งแกร่ง ต่างจากปูนทางแถบสุพรรณ ที่อ่อนตัวกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปูนจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ หายเค็มแล้ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันหายเค็ม เอาลิ้นเลีย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ม่ายช่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีทดสอบว่าปูนหายเค็มหรือยัง คนโบราณเค้าใช้ ขมิ้น (ไม่รู้ว่าอ่อนหรือแก่นะ ฮ่าๆ) ขีดไปที่ปูน หากปูนยังเค็มอยู่ จะเกิดสีแดงตามรอยขีด (หรือนี่จะเป็นที่มาของคำเปรียบเปรยว่า “ขมิ้นกับปูน” ก็ไม่รู้แฮะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีแก้ปูนเค็ม ภูมิปัญญาโบราณ เค้าใช้ ใบขี้เหล็กต้มน้ำ แล้วซัดใส่ปูน ซัดเข้าไป ซัดไปเรื่อยๆ ปูนมันจะหายเค็มเอง ... ว้าววว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างโบราณจะมีกรรมวิธีการทำปูนเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษของใครของมัน แล้วมักจะโขลกปูน ทำปูนสด กันบริเวณ สถานที่ที่ก่อสร้างหรือบูรณะเลย ตามภูมิสถานทั่วไปของกรุงเก่าเราจึงอาจจะพบเห็นหลุมขนาดย่อมที่ช่างปูนใช้โขลกปูนอยู่ และพบเศษปูนเกรอะกรังอยู่บริเวณหลุมโขลกปูนด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามมาอีกแล้วครับ รู้หรือไม่ ทำไมเวียนเทียนต้องเวียนขวามือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเวียนก็มีอยู่แค่สองทางเท่านั้นล่ะครับ ไม่เวียนขวาก็เวียนซ้าย การเวียนขวา เราเรียกว่า “ทักษิณาวัตร” เวียนซ้าย เราเรียกวา “อุตราวัตร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วการเวียนขวามันไปเกี่ยวอะไรกับ “ทักษิณ” ทั้งๆที่ทักษิณแปลว่าทิศใต้ ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับ “ขวา” สักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเราจะกำหนดทิศการเดินทางของเรา ทิศที่เราใช้เป็นหลักแล้วดูง่ายที่สุดก็เห็นจะเป็นทิศตะวันออกใช้มั๊ยครับ เมื่อเราหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้ว หากเราเลี้ยวขวา ทิศที่เราจะเจอเป็นทิศแรกก็คือ “ทิศใต้” ไงครับ ฉะนั้นหากเราต้องการจะเดินไปทิศใต้ ก็ควรต้องตั้งต้นจากทิศตะวันออกก่อน แล้วค่อยเลี้ยวขวา ทำนองใช้ทิศตะวันออกเป็นจุดตั้งต้นน่ะครับ การเวียนขวาจึงเรียกว่า “ทักษิณาวัตร” ด้วยประการฉะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วตามธรรมเนียมเราจะเดินให้สิ่งที่เราเคารพ เป็นมงคลอยู่ทางขวาของเรา ส่วนการเวียนซ้าย มักเป็นการเวียนเอาสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นมงคลอยู่ทางซ้าย เช่น การเวียนนำศพขึ้นเมรุครับ การเวียนขวาก็ทำนองเดียวกัน หันหน้าทางทิศตะวันออก แล้วเวียนทางซ้าย ก็จะเจอทิศเหนือครับ ที่เรียกว่า “อุดร” เราก็เลยเรียกการเวียนซ้ายว่า “อุตราวัตร” แล้วเราก็จะใส่แขนทุกข์ในงานศพ ทางแขนซ้ายด้วยนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราเดินเวียนครบรอบองค์พระเจดีย์แล้ว ก็มาถึงส่วนหลังวัดแล้วครับ ลงบันไดมาก็จะเจอรูปปั้นช้าง เรียงรายล้อมรอบฐานพระเจดีย์อยู่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032741511314891346" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfjvWxJYlI/AAAAAAAAACU/VRImM7fZ7iY/s320/CIMG5496_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นช้างครับ ก็มันไม่มีงวง ไม่มีงานี่หว่า แต่ดูไปดูมา ช้างครับ ช้าง แต่งวงงาหักไปหมดแล้ว หากสังเกตให้ดี เรายังเห็นรอยสีชาติ เขียนลายอยู่ตามตัวช้างอยู่ครับ ท่าทางอดีตคงสวยงามน่าดูชมเลย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032741842027373154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfkCmxJYmI/AAAAAAAAACc/ilL1PDUfGEo/s320/CIMG5498_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;กำลังจะเดินกลับขึ้นรถเพื่อไปวัดประดู่ทรงธรรมต่อ ไกด์ตาไวก็หยิบเศษวัตถุขึ้นมา พร้อมกับคำถามว่า นี่คือารายยยย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามฟอร์ม ไม่มีใครตอบได้ สุดท้ายก็ต้องเหนื่อยแรงเฉลยเอง ว่ามันคือ “ไห” พร้อมกับคำถามข้างเคียง ภาชนะทรงแบบใดจึงเรียกไห ท่านบอกว่า ไหนั้นปากต้องกว้างพอที่จะเอามือล้วงลงไปได้ ถ้าปากจู๋เล็กๆ แบบไว้ใส่น้ำปลา ใช้เหยาะๆ ไม่เรียกว่า “ไห” แต่เรียกว่า “จู๋” อันนี้จริงๆนะ คงเรียกตามลักษณะของปากมันที่ “จู๋ๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไหที่ดีต้องมีหู มีสี่หูได้ยิ่งดี ทำนอง คำเปรยที่ว่า “สาวไม่มีนม ขนมไม่มีไส้ ไหไม่มีหู” ทำนองนั้น พวกนี้ไม่ไหวๆ (จริงๆมีอีกยาวเลย แต่ผมจำคำไกด์แกมาได้แค่นี้จริงๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวหน้ามาต่อวัดประดู่ทรงธรรมกันครับ &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-8165741090367033101?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/8165741090367033101/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=8165741090367033101' title='283 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/8165741090367033101'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/8165741090367033101'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/02/blog-post_17.html' title='ทัศนะศึกษา แบบพุทธศิลป์ (แบบฉบับมือใหม่) ตอน ๑ (ขออีกที)'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdffCGxJYXI/AAAAAAAAAAk/ZXUwVILJdQM/s72-c/CIMG5463_resize.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>283</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-1944587726587196818</id><published>2007-02-17T20:32:00.000-08:00</published><updated>2008-12-09T06:14:24.254-08:00</updated><title type='text'>ค่ำคืนสีแดง</title><content type='html'>&lt;div&gt;เมื่อวานฟุตบอลอังกฤษมีการแข่งขันก็จริง&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ไม่ยักกะมียอดทีมสีแดงแรงฤทธิ์ สองทีมจากเกาะอังกฤษโคจรมาเจอกัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ดังนั้นจึงไม่อาจเรียกค่ำคืนที่ผ่านมาว่า "วันแดงเดือด" หรือ "ศึกแดงเดือด" ได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ทำไม ตามท้องถนนเมื่อวาน จึงมีแต่ แดง แดง แดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032729004370125138" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfYXWxJYVI/AAAAAAAAAAM/ITcdEy2rTYQ/s320/DSC03996_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่ก็แดง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5032729313607770466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfYpWxJYWI/AAAAAAAAAAU/NbHtmIa8ywo/s320/DSC03998_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากแดงแล้ว ยังหมวยอีก ฮ่าๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เริ่มจะไม่ได้บุญแล้วล่ะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดไช้ ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุขสันต์วันตรุษจีน และสวัสดีปีใหม่ทุกท่าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เฮง เฮง เฮง./ (เพื่อเป็นการป้องกันใครมาเติมคำอื่นต่อท้ายลงไป แล้วความหมายมันจะเปลี่ยน)&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-1944587726587196818?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/1944587726587196818/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=1944587726587196818' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/1944587726587196818'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/1944587726587196818'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='ค่ำคืนสีแดง'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_rtI0Q6_S8k0/RdfYXWxJYVI/AAAAAAAAAAM/ITcdEy2rTYQ/s72-c/DSC03996_resize.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116929405342734874</id><published>2007-01-20T03:52:00.000-08:00</published><updated>2007-01-20T04:06:52.750-08:00</updated><title type='text'>"ชมพูงามแข่ง เหลืองแดงพริ้วเคียงใกล้"</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/985531/200px-Cu-tu.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/10551/200px-Cu-tu.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้อยากจะบันทึกไว้สักหน่อยว่า เป็นวันแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ (เอ...ธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพต้องเปลี่ยนเป็น ฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์ – จุฬา หรือเปล่า อันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน??) ซึ่งจัดกันมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี แล้ว โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 63 ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความทรงจำของผมเกี่ยวกับฟุตบอลประเพณีที่เก่าแก่รายการหนึ่งของประเทศไทย รายการนี้ ไม่ค่อยแจ่มชัดนักในวัยเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากในบรรดาวงศาคณาญาติโกโหติกาของผมไม่มีใครเรียนจุฬา หรือ ธรรมศาสตร์เลย ดังนั้นการรับชมฟุตบอลประเพณีของทั้งสองสถาบันของผม จึงไม่ค่อยจะต่างจากการดูฟุตบอลรายการอื่นๆที่มีการถ่ายทอดทางทีวีเท่าไหร่นัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมยังแอบหมั่นไส้อยู่เล็กๆ ว่าทำไมถึงมีอภิสิทธิ์ถ่ายออกทีวีด้วยฟะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะไม่มีส่วนได้เสียในทั้งสองสถาบันแต่อย่างใดในเวลานั้น แต่ไม่รู้เป็นไร ผมมักเลือกข้างเชียร์ธรรมศาสตร์มากกว่าจุฬา อยู่หน่อยๆ เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟุตบอลประเพณีฯ ได้เข้ามาในชีวิตผม (หรือผมเข้าไปในชีวิตของมัน?) อย่างแจ่มชัด ก็เมื่อผมได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะนักศึกษา เมื่อ ปี พ.ศ. 2540 นั่นแหล่ะ (รู้รุ่นรู้อายุกันโหม้ดดด) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ชัดเจนเลย ว่าจะเลือกเชียร์ข้างไหน ยามที่ทั้งสองสถาบันต้องเผชิญหน้ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเวลาสี่ปีของผมในธรรมศาสตร์ ผมมีส่วนร่วมกับฟุตบอลประเพณีมากที่สุด แค่เพียงเป็นผู้ชม (แต่มีอยู่ปีนึง ไม่แน่ใจว่าปีอะไร ระหว่าง ปี 42 หรือ 43 ที่ผมมีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดวงในงานบอลฯ มากที่สุด ด้วยการไปช่วยน้องๆชุมนุมบอลฯ คิดคำขวัญเขียนป้ายผ้าขนาดยาว ซึ่งจะเอาไปผูกตรงบริเวณสแตนด์เชียร์ฝั่งธรรมศาสตร์ ... แต่จำข้อความไม่ได้แล้วแฮะ ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่า ในช่วงสี่ปีแห่งชีวิตนักศึกษา ผมไม่เคยพลาดการไปดูบอล ที่สนามศุภชลาศัยเลยแม้แต่ปีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่หรอก ใครๆเค้าก็ทำกันอย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สี่ปีแห่งการเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ของผม ธรรมศาสตร์ไม่เคยชนะจุฬาเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างดีทำได้แค่เสมอ นอกจากนั้น หลังจากที่ผมจบมาแล้วก็ยังอาการไม่ดีขึ้น สถิติมันบ่งบอกว่า ธรรมศาสตร์สามารถเอาชนะจุฬาได้เพียงแค่ครั้งเดียว คือในการแข่งขันครั้งที่ 61 เมื่อปี 2548 นอกจากนั้นไม่เสมอก็แพ้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้สถิติโดยรวมธรรมศาสตร์จะถือว่าเหนือกว่าจุฬาค่อนข้างมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีต ผมไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ทำไม เวลาที่ผมเลือกที่จะเชียร์ฟุตบอลสักทีม ทีมนั้นมักจะมีอดีตที่ยิ่งใหญ่ ต่างจากฟอร์มในปัจจุบันเสมอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจจริงวันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปชมฟุตบอลประเพณี สดๆที่สนามศุภฯ ครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่สุดท้ายก็อีหรอบเดิม คือ นอนดูทีวีอยู่บ้านเหมียนเดิม เมื่อไม่สามารถต้านทานความขี้เกียจของตนเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูจบได้ครึ่งนึง ก็มานั่งเขียนบล็อกด้วยอารมณ์ ไม่เชิงเซ็ง แต่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ กับฟอร์มการเล่นของทีมลูกโดมทั้งหลาย เป็นฟอร์มเดิมๆที่ผมเห็นมาตลอดในช่วงหลายปีหลังสุด เล่นเหมือนไม่ค่อยได้ซ้อมด้วยกัน ทีมเวิร์คนี่สู้จุฬาไม่ได้เลยมาหลายปีแล้ว แม้บางที (หลายปีด้วย) ในกระดาษธรรมศาสตร์จะดูเป็นต่อ เมื่อผมเห็นรายชื่อนักฟุตบอลทีมชาติเรียงรายอยู่เต็มพรืดไปหมด แต่ถึงเวลาแข่งจริง ไม่รู้เข่าอ่อนให้กับความจิ้มลิ้มของเชียร์ลีดเดอร์ฝั่งจามจุรีหรือเปล่า ฟอร์มการเล่นเลยไปตกคาอยู่แถมริมสนามซะหมด ไม่เอาลงไปด้วยเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออาจจะเป็นเพราะความเอาจริงเอาจัง (มากถึงมากที่สุด) ของบรรดาสตาฟฟ์โค้ชฝั่งสีชมพู ที่มีหัวเรือใหญ่ อย่าง ดร.จุฑา ติงศภัทิย์  ฮะแฮ่ม “ครับ...ตามสูตรครับ ไปถึงเส้นหลังแล้วหักเข้ากลาง โอกาสได้ประตูมากครับ...ถ้าจะโหม่งต้องกดลงพื้นครับ...กองหน้าที่ดีต้องยิงทุกจังหวะครับ... “รวมไปถึง “โอ้ว ลูกตรงกรอบครับ ถ้าประตูไม่ปัดนี่เข้าแน่นอนครับ” คนนั้นแหล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีอยู่ปีนึง ผมเห็นแกระเบิดอารมณ์ข้างสนามเลย แถมตะโกนด่าธรรมศาสตร์โกงอีกตะหาก เมื่อตอนที่นักฟุตบอลฝั่งธรรมศาสตร์เข้าทำฟลาว์ผู้เล่นฝั่งจุฬาอย่างรุนแรง จนเป็นใบเหลืองที่สอง กรรมการเลยชักใบแดงให้ด้วยความเคยชิน โดยกรรมการน่าจะลืมข้อตกลงของฟุตบอลประเพณีฯ ว่าจะไม่มีการให้ใบแดงผู้เล่น นั่นก็คือจะไม่มีการไล่ผู้เล่นออกจากสนาม หากแต่ถ้ากรรมการเห็นว่าผู้เล่นคนใดทำฟลาว์รุนแรง และเล่นฟุตบอลโดยไม่คำนึงถึง “มิตรภาพ” ตาม “ประเพณี” ที่ดีงามของทั้งสองสถาบัน ก็จะมาปรึกษาบรรดาผู้จัดการทีมหรือหัวหน้าโค้ชทีมนั้น ให้เปลี่ยนผู้เล่นคนนั้นออกซะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรรมการอาจจะตัดสินด้วยความเคยชินสักหน่อย แต่เมื่อให้ใบแดงไปแล้วก็ต้องถือว่าแดง ถ้าผมจำไม่ผิด ดร.เหลือง แกฉุนมาก โวยวายน่าดูเลย สุดท้าย ธรรมศาสตร์เหลือสิบคนหรือเปล่าอันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าทางปีนี้ สถิติในช่อง “ชนะ” ก็ของจุฬาก็คงเพิ่มอีกปี ปล่อยให้ศิษย์เก่าอย่างผมต้องไปรอลุ้นใหม่ปีหน้าอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่แน่นอนไม่แพ้การที่ปีหน้าจะเป็นการแข่งครั้งที่ 64 ก็คือ ปีหน้าจะไม่มีนักฟุตบอลที่ชื่อ “ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล” เล่นให้กับทีมธรรมศาสตร์อีกแล้ว หลังจากที่รับใช้มหาวิทยาลัยมายาวนานกว่า 12 ปี (ครั้ง) โดย “เจ้าวัง” ธวัชชัย เล่นบอลประเพณีครั้งแรก ในฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 49 ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ในเวทีบอลประเพณี พี่แกจะไม่ค่อยโชว์ฟอร์มจนติดตาติดใจอะไรก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ไม่มีใครลืมภาพที่ธวัชชัยกดฟรีคิก ระยะ 30 หลา ฟุ่งวาบเสียบคาน ทำให้ทีมชาติไทยเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ ยักษ์ใหญ่แห่งฟุตบอลเอเชียไปอย่างช็อกอารมณ์คนเกาหลีทั้งประเทศ ทั้งที่ทีมชาติไทยมีผู้เล่นเหลือในสนามแค่ 9 คนเท่านั้น (โดนใบแดงไล่ออกไปสองหน่อ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาธุ... ขออีกสักลูกก่อนลาเหอะพี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจบ ผมขออนุญาตนำเนื้อเพลงเชียร์ เพลงหนึ่งในบรรดาหลายเพลงของงานบอลฯ มาแปะไว้ โดยส่วนตัวเพลงนี้เป็นเพลงหนึ่งที่ผมชอบมากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ชั่วดินฟ้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมศาสตร์ – จุฬา เราสามัคคี&lt;br /&gt;เราต่างผูกไมตรีกันมั่นไว้&lt;br /&gt;เช่นพี่ เช่นน้อง เราร้องเริงใจ&lt;br /&gt;เรารักกันไว้ ชั่วดินฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครอาจ มาหยาม ความสามัคคีเรา&lt;br /&gt;เรายืน เคียงเข้า ร่วมฟันฝ่า&lt;br /&gt;เกียรติเรา เชิดชู ให้รู้กันทั่วหน้า&lt;br /&gt;ธรรมศาสตร์ – จุฬา ลือชื่อไกล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราคล้องแขนมั่น รักกันเหมือนน้องพี่&lt;br /&gt;รักษาไมตรี กันมั่นไว้&lt;br /&gt;ชมพูงามแข่ง เหลืองแดง พริ้วเคียงใกล้&lt;br /&gt;ธงชัย พาใจ เราคู่กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. เหมือน “เฮียวัง” แกจะได้ยินเสียงแป้นพิมพ์ผม นาทีที่ 80 กว่าๆ ตะกี้นี้ ธรรมศาสตร์ได้จุดโทษ “เฮียวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องฯ ด้วยฉันทามติจากเพื่อนๆน้องๆในทีม ลุกมายิงจุดโทษไม่พลาด ทำให้ธรรมศาสตร์ตีเสมอจุฬาแว้ววว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการอำลาสนามฟุตบอลประเพณีที่น่าจดจำครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116929405342734874?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116929405342734874/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116929405342734874' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116929405342734874'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116929405342734874'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/01/blog-post_20.html' title='&quot;ชมพูงามแข่ง เหลืองแดงพริ้วเคียงใกล้&quot;'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116814592045412769</id><published>2007-01-06T20:45:00.000-08:00</published><updated>2007-01-06T20:58:40.476-08:00</updated><title type='text'>blog tag ของ Ratio Scripta</title><content type='html'>ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะพิสมัยบรรดาจดหมายลูกโซ่ ทำนองพระครูธรรมโชติ มากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภท ถ้าขึ้นต้น หรือลงท้ายว่า “หากท่านอ่านจดหมายฉบับนี้จบแล้ว ให้ส่งต่อให้ญาติสนิท มิตรสหาย อีกสี่ส้าห้าคน มิฉะนั้นจะนอนไม่หลับ กระส่ายกระสับ ตับพิการ อาหารไม่ย่อย ลิ้นก็กร่อย ฟันก็ปวด แถมเป็นปรวดในกระเพาะ ลมหายใจเหม้นนน เหม็น เช้าเย็นอาเจียน” อะไรทำนองนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเจออีหรอบนี้ขึ้นต้น ก็เป็นอันว่าเลิกอ่าน ถือว่ายังอ่านไม่จบ ไม่ต้องทำตามคำบังคับท้ายจดหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเจออีหรอบนี้ลงท้าย ก็เลิกอ่านมันตั้งแต่วินาทีนั้น ถือว่ายังอ่านไม่จบเช่นกัน เป็นอันสบายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นึกว่าจะมาพลาดตอนอายุยี่สิบกว่าๆ (ฮ่าๆ กว่ามานิดหน่อยเอง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมยังเจอสองฉบับในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ถ้าลำพังมากันโต้งๆ แบบที่เคยเจอมา ผมก็คงไม่พลาดหรอกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดั๊นนนนน มาในรูปแบบใหม่ ไอ้เราก็ใสซื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากจดหมายลูกโซ่ ตามแบบฉบับของพระครูธรรมโชติ ดันแปลงร่างแปลงชื่อมาเป็น “blog tag” ซะงั้น ใครมันจะไปตั้งตัวถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้น่ารักที่ส่งมาให้ผมสองฉบับสองคนก็ไม่ใช่ใครอื่น &lt;a href="http://pinporamet.blogspot.com/2007/01/blog-tag.html"&gt;พี่ป้อง &lt;/a&gt;(ปกป้อง จันวิทย์ บรรณาธิการคนเก่งของ โอเพ่นออนไลน์นั่นแหล่ะครับ) อีกคนก็&lt;a href="http://yodmanudying.wordpress.com/"&gt;พี่หญิง &lt;/a&gt;(ยอดมนุษย์หญิง) ซึ่งทั้งสองคนก็โดนกันมาอีกทอดเหมือนกัน อยากอ่าน blog tag ของ ทั้งสองคน ก็จิ้มเอาเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเป็นว่าผมต้องเขียนถึงตัวเองใน 5 ข้อ ตามกฎ กติกา และมารยาทของกลเกม blog tag หลายเรื่องผมเองก็ไม่เคยรู้เหมือนกันครับ กระทั่งมานั่งจิ้มแป้นอยู่นี่แหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ผมเกิดมาในครอบครัวข้าราชการ ดังนั้นในวัยเด็กของผม ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ อาชีพที่ผมอยากทำมากที่สุดก็คือ “ตำรวจ” แบบฉบับของคุณพ่อและคุณแม่ ความฝันนี้ติดตัวผมตลอดเวลาวัยเด็ก กระทั่งถึงวัยเยาวชน (ไม่เกิน 18 ปี) ของผม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันมาจางหายไป พร้อมกับการสอบ “เตรียมทหาร” ไม่ติด ในเวลาที่ผมมีอายุได้ 17 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือเป็นความผิดหวังและเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตผมด้วย จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมต้องลงสนามเอนทรานซ์ สนามที่เด็กมัธยมเกือบทุกคนในประเทศนี้ต้องเผชิญ ซึ่งตอนนั้นไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย  จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพใหม่ที่ผมต้องใช้เลี้ยงชีพอยู่ทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ผมเป็นคนเรียนรู้อะไรยาก และช้า รวมทั้งการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ  ก็มักเป็นปัญหาของผมเสมอๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนไม่เชื่อ เพราะจะติดภาพความเป็นคนช่างคุย สนุกสนาน ลามไปถึงตลกโปกฮาของผม ซึ่งนั่นก็เป็นตัวตนของผมจริงๆนั่นแหล่ะ ไม่ได้ตอแหล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในด้านของการเรียนรู้อะไรสักอย่าง ผมเชื่องช้ายิ่งนัก ผมต้องนั่ง นอน คลุกคลีอยู่กับมันเป็นเวลายาวนาน เริ่มนับตั้งแต่ 1 , 2 , 3 ... แล้วค่อยย้อนกลับมานับ 10 , 9 , 8 ... ใหม่ แล้วมาทบทวน 4, 5, 6 ... อีกสักครั้ง ลองงี้สักสี่ห้ารอบ ถึงจะเข้าใจ ในขณะที่ คนอื่น ใช้เวลากับมันแค่รอบเดียว หรือ เห็นแค่เพียงบางส่วนก็สามารถต่อภาพได้หมด แต่ไม่ใช่ผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น เวลาเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่ใหม่ รวมไปถึงยามที่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มักเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของผมเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ผมเป็นคนโชคดี เปล่านะครับ ผมไม่เคยได้รับทรัพย์ หรือลาภลอยจากการเสี่ยงโชคเลย (เท่าที่จำความได้) แต่ผมมักโชคดีเรื่อง “คน” หรือ “สัตว์สองเท้า” นี่แหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าผมจะไปใช้ชีวิตอยู่ ณ มุมใด ในแต่ละช่วงชีวิตของผม สิ่งที่ผมไม่เคยขาดแคลนเลยคือ “เพื่อน” ไม่ว่าจะวัยเดียวกันหรือต่างวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมักเจอเพื่อนดีๆ พี่ดีๆ รวมไปถึงน้องนุ่ง (ปกติก็จะเห็นนุ่งตลอด ไม่เคยเจอตอนน้องไม่นุ่งนะ) ดีๆเสมอ และบางครั้งอาจรวมไปถึงผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่วายเว้นแม้กระทั่งอยู่บนโลกเสมือนจริงอย่างอินเตอร์เน็ต ผมก็ไม่ขาดแคลนเพื่อนและพี่ดีๆมากมาย (ยิ้มกันใหญ่ ... ล้อเล่นน่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระเจ้าสร้างจุดอ่อนให้ผมปรับตัวได้ยาก ท่านก็คงเห็นใจสร้างเพื่อนมาให้ผมในทุกที่ เผื่อจะทำให้อาการข้างต้นของผมทุเลาเบาบางลงได้ และดูเหมือนท่านจะคิดถูกทีเดียวแฮะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ผมเป็นคนขี้โรค ตั้งแต่จำความได้ ผมเข้าออกโรงพยาบาลจนชาชิน มีหมอและพยาบาลเป็นญาติ มีห้องพักฟื้นเป็นห้องนอน มียาเป็นอาหาร มีสายระโยงระยางเป็นเครื่องประดับ แต่ผมไม่ใช่คนมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ปวกเปียกนะครับ ประเภทอะไรนิดอะไรหน่อยก็ล้มหมอนนอนเสื่อ ผมเป็นพวกมีขาประจำครับ โรคประจำตัวนั่นแหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นภูมิแพ้อากาศครับ หรือเราจะรู้จักกันดีในนามของโรคหอบ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ รู้จักคุณปอดบวมก่อน แล้วค่อยมารู้จักเพื่อนแท้อย่างคุณหอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หอบทำให้ผมใช้ชีวิตได้ต่างจากเด็กคนอื่นๆ โดยเฉพาะผมเป็นเด็กที่กินน้ำแข็งกับไอติมไม่ได้ (เรื่องใหญ่มากนะนั่น) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากแพ้อากาศแล้ว ผมยังแพ้อาหารบางชนิดด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุ้ง กับ ปู ครับ พระเจ้า อาหารสวรรค์ของใครหลายคน แต่มันคือซาตานสำหรับผม ทุกครั้งที่ผมเอามันเข้าปาก ผมจะมีอาการ “คัน” เริ่มจากบริเวณคอหอย ลามขึ้นเพดานปาก แล้วก็ออกหู แต่ไม่มีผื่นขึ้นหรือชักตาตั้งนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนอาการหนักครับ แค่ได้กลิ่นบางทีของก็ขึ้นแล้ว แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้วครับ ประเภทเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนๆจึงนึกถึงผม และชอบจริงๆที่จะชวนผมไปทานอาหารทะเลอยู่เสมอ ... เวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ผมเป็นคนชอบกีฬา พระเจ้าใจดีเหมือนในข้อ 3 เมื่อประทานจุดอ่อนในเรื่องสุขภาพมาให้ผม ท่านคงเกรงว่า ผมจะมีชีวิตอยู่ดูโลกที่ท่านสร้างมากับมือไม่นาน เลยกรุณาสร้างให้ผมชอบกีฬาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยกีฬาสุดโปรดยอดนิยมของผม ก็คงคล้ายกับเด็กผู้ชายหลายคนบนโลกนี้ “ฟุตบอล” ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กีฬาที่ผมใช้ต่อรองกับคุณหมอผู้มีพระคุณของผม ตอนแรกท่านเสนอให้ผม “ว่ายน้ำ” แต่ผมเกรงว่าผมจะไม่ตายเพราะหอบ จะตายเพราะจมน้ำนี่แหล่ะ เลยขอต่อรองเล่นบอลแทน ท่านก็ตัดรำคาญพยักหน้ารับ...เสร็จเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟุตบอลทำให้ผมได้เพื่อนมากมาย นอกจากได้เพื่อน ได้สุขภาพแล้ว ยังได้ตังค์เวลาทีมรักชนะด้วย (เฮ้ย ไม่ล่ะ ล้อเล่นน่า บอกแล้วว่าผมไร้วาสนาในการเสี่ยงโชคทั้งหลาย) เรื่องราวในความทรงจำของผม หลายเรื่อง เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล (และพื้นที่ที่พวกผมติ๊งต่างว่าเป็นสนามฟุตบอล) &lt;a href="http://ratioscripta.blogspot.com/2005/07/blog-post_14.html"&gt;เช่นเรื่องนี้&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยืดยาวเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าไป ก็หนุกดีเหมือนกันนะ ไอ้ blog tag เนี่ย ขอทำตามกติกาข้อสุดท้ายของเกม คือการส่งไม้ต่อให้พรรคพวก พี่น้อง อีก 5 ราย ดังต่อไปนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้อ่านเรื่องราวของมิ้มมานาน &lt;a href="http://blogdecarre.blogspot.com/"&gt;Carre de mim &lt;/a&gt;ไปเลย&lt;br /&gt;แม้จะรู้เรื่องราวผ่านของพี่หลายเรื่องแล้ว แต่ขออีกหน สำหรับ พี่พล &lt;a href="http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=jurisprudence&amp;group=6"&gt;POL_US &lt;/a&gt;และ พี่โต &lt;a href="http://thereturnofcc.blogspot.com/"&gt;Crazy Cloud&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ต่อด้วยสาวน้อย (?) นักประวัติศาสตร์ในฐานะที่ผมชักชวนเธอมาเขียนบล็อกอีกคน &lt;a href="http://sweet-nefertari.blogspot.com/"&gt;sweet - nefertari&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;และ บล็อกเกอร์หน้าใหม่ ทนายหนุ่มกรุ้มกริ่ม อย่าง &lt;a href="http://neo-humanism.blogspot.com/"&gt;neo - humanism&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ำกันอีกครั้ง (หรือโปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง) เกมนี้ผมแค่ผู้ร่วมเล่น ไม่ได้ร่วมคิดแต่อย่างใด ฮาๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116814592045412769?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116814592045412769/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116814592045412769' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116814592045412769'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116814592045412769'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/01/blog-tag-ratio-scripta.html' title='blog tag ของ Ratio Scripta'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116783422114459025</id><published>2007-01-03T06:17:00.000-08:00</published><updated>2007-01-03T06:58:16.253-08:00</updated><title type='text'>ลอยอังคาร</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/873612/CIMG4925.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/906173/CIMG4925.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;๑ มกราคม ๒๕๕๐ หลังจากการนับถอยหลังด้วยเสียงระเบิดทั่วกรุงไม่กี่ชั่วโมง ผมและบรรดาญาติพี่น้อง อยู่ในอาการนิ่งสงบเหนือปากอ่าวไทย บนเรือตรวจการณ์ของกองบังคับการตำรวจน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเรามาชุมนุมพร้อมกัน เพื่อทำพิธีลอยอังคารของแม่แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่เราอยู่เหนือจุดคลื่นลมสงบ น้ำนิ่งไม่ไหวติงแล้ว พี่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจน้ำ ก็เริ่มทำพิธี โดยให้ลูกหลานตั้งจิตภวานา กล่าวฝากอังคารไว้กับเจ้าแม่นที - ท้าวสีทันดร ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราท่อง นะโม 3 จบ และต่อด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นะมัตถุ อิสะสะสัง มะหานะทียา อะธิวัคถานัง สุระกะชันตานัง สัพพะเทวานัง อิมินาสักกาเรนะ สัพพะเทวา ปูเชมะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมไหว้บูชาเจ้าแม่นที - ท้าวสีทันดร และเทพยดาทั้งหลายผู้สถิตคุ้มครองทะเล ด้วยเครื่องสักการะนี้ ด้วยข้าพเจ้าทั้งหลายได้ประกอบกุศลกิจ อุทิศส่วนบุญให้แก่ (ชื่อผู้ตาย) ผู้วายชมน์ และ ณ บัดนี้ จักได้ประกอบพิธีลอยอัฐิและลอยอังคารของ (ชื่อผู้ตาย) พร้อมกับขอฝากไว้ในความอภิบาลของเจ้าแม่นที - ท้าวสีทันดร เจ้าแห่งทะเลและเหล่าทวยเทพทั้งปวง ขอเจ้าแม่นที - ท้าวสีทันดร แม่ย่านางเรือ และเทพยดาทั้งหลาย ได้โปรดอนุโมทนาดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของ (ชื่อผู้ตาย) จงเข้าถึงสุคติ ในสัมปรายภพประกอบสุขในทิพยวิมานชั่วนิจนิรันดร์กาล ... เทอญ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตรงนี้ หลายคนคงนึกสงสัยในคำว่า "ท้าวสีทันดร" ว่าคือใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลองไปเปิดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต 2542 ดู ไม่พบคำว่า "ท้าวสีทันดร" โดยตรง แต่พบคำว่า "สีทันดร" โดย ในพจนานุกรมฯ ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายถึง "ชื่อทะเล ๗ แห่ง อยู่ระหว่างภูเขาพระสุเมรุกับภูเขายุคนธร ๑, ระหว่างภูเขายุคนธรกับภูเขาอิสินธร ๑, ระหว่างภูเขาอิสินธรกับภูเขากรวิก ๑, ระหว่างภูเขากรวิกกับภูเขาสุทัสนะ ๑, ระหว่างภูเขาสุทัสนะกับภูเขาเนมินธร ๑, ระหว่างภูเขาเนมินธรกับภูเขาวินตกะ ๑, ระหว่างภูเขาวินตกะกับภูเขาอิสกัณ ๑&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยภูเขาทั้ง ๗ นั้น รวมเรียกว่า "สัตบริภัณฑ์ หรือ สัตภัณฑ์" คือ ภูเขาที่ล้อมเป็นวงกลมรอบภูเขาพระสุเมรุเป็นชั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเสร็จพิธีดังกล่าว ก็พาลให้ผมนึกสงสัย ถึงความหมายและที่มาที่ไปของพิธีดังกล่าว จึงพยายามที่จะค้นหาข้อมูลเท่าที่โอกาสและเวลาจะเอื้ออำนวย ทำให้พอทราบความหมายของพิธีดังกล่าวเล็กๆน้อยๆครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า &lt;a href="http://www.kalyanamitra.org/daily/dhamma/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=1083&amp;Itemid=99999999"&gt;“อังคาร”&lt;/a&gt; นั้น หมายถึง ถ่านไม้ ถ่านเผา ถ่านไฟที่กำลังปะทุอยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคำวัดหมายถึงเถ้าถ่านของศพ ที่เผาแล้ว แต่มักเข้าใจกันว่าหมายถึงอัฐิหรือกระดูกของคนตายที่เผาแล้ว และเมื่อทำพิธีเก็บอัฐิและทำบุญเสร็จแล้วนิยมรวบรวมอังคารห่อด้วยผ้าขาวหรือใส่โถแล้ว ห่อด้วยผ้าขาวนำไปทิ้งแม่น้ำหรือทะเลตอนที่มีร่องน้ำลึก โดยเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายได้อยู่ในสถานที่เย็นๆ โดยไม่มีใครรบกวน เรียกการกระทำอย่างนั้นว่า ลอยอังคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิธีการลอยอังคารนั้น สันนิษฐานว่า น่าจะได้รับคตินิยมมาจากอินเดีย เหตุเพราะคนอินเดียถือว่า แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ชำระบาปได้ ด้วยเหตุนี้การเผาศพจึงชอบที่จะมาเผากันที่ริมแม่น้ำคงคากันมาก ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อจะได้นำกระดูกและเถ้าถ่านทิ้งลงแม่น้ำแห่งนี้ เพราะถ้าไม่ได้สัมผัสกับน้ำในแม่น้ำคงคาแล้วก็จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ หรือไม่หมดบาปนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการบันทึกในพงศาวดารกล่าวถึงพิธีการลอยอังคาร โดยเฉพาะการลอยพระอังคารของบรรดาเจ้านายต่างๆไว้อย่างชัดเจน และสืบเนื่องมากระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมาแล้วว่า พิธีการลอยอังคารนั้นน่าจะมีที่มาจากอินเดีย ก็ยังคงมีความซับซ้อนไปอีกชั้นนึง โดยเชื่อว่าน่าจะมาจากอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูเป็นหลัก เหตุเพราะถ้าเป็นคติทางพุทธแล้ว มักจะนิยมเผาศพแล้วเอาอัฐิธาตุ (กระดูก) ฝังและก่อกองดินหรือกองหินตรงที่ฝัง ซึ่งเรียกกันว่า “สถูป” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นอังคาร ที่เป็นเถ้าถ่านจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า โมริยกษัตริย์ได้นำไปบรรจุไว้ในสถูปที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสักการบูชาที่เมืองปิปผลิวัน เรียกว่า “อังคารสถูป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นประเทศไทยจึงรับเอาวัฒนธรรม ประเพณีนี้มาทั้งสองทาง คือ ทั้งฮินดู และพุทธ กล่าวคือสำหรับทางพุทธ ถ้าเป็นคนชั้นสูงก็จะก่อพระเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุ ถ้าเป็นคนชั้นล่างก็เป็นแต่เพียงฝังอัฐิธาตุหรือเอาไปกองทิ้งไว้โคนต้น ส่วนพระอังคารหรือถ่านที่เผาพระศพ ก็จะเชิญไปลอยปล่อยไปในแม่น้ำตามคติทางฮินดู เพิ่งมาเลิกลอยพระอังคาร เปลี่ยนเป็นบรรจุเมื่อ รัชกาลที่ ๕ มานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม การลอยอังคารไม่เพียงแต่เป็นการฝากคนที่เรารักไว้กับแม่พระคงคา เทพยดาผู้รักษาน้ำ เพื่ออภิบาลดวงวิญญาณของผู้นั้น เท่านั้น แต่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการละวางทั้งปวง ร่างกาย สังขาร ทั้งหลาย เมื่อแตกดับ กลับคือสู่ธาตุต่างๆที่มาประชุมกัน เหลือเพียงผงธุลี ฝากไว้ในอากาศ ในดิน ในน้ำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับคืนสู่ ... บ้าน อันนิรันดร์และแท้จริงของสรรพสิ่งทั้งมวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ – เกร็ดความรู้ต่างๆเกี่ยวกับ “พิธีลอยอังคาร” นี้ ผมนำมาจาก หนังสือ “ปกิณกะประเพณีไทย” ของ ส.พลายน้อย สำนักพิมพ์ช้างทองครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116783422114459025?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116783422114459025/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116783422114459025' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116783422114459025'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116783422114459025'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='ลอยอังคาร'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116757952507920612</id><published>2006-12-31T05:58:00.000-08:00</published><updated>2006-12-31T07:41:01.283-08:00</updated><title type='text'>อาลัย...แม่แก่</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/130453/IMG_4504.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/567699/IMG_4504.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในบรรดาหลานและเหลนทั้งหมด คงจะมีแต่ “ต้อง” ซึ่งเป็นหลานชายคนที่สองคนเดียวที่เรียก “ยายจำเรียง” ว่า “แม่แก่” &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม่แก่น่าจะเป็นภาษาถิ่นทางภาคใต้ มีความหมายว่า “ยาย” เหตุที่เรียก “ยายจำเรียง” ว่า “แม่แก่” นั้น เป็นเพราะช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของต้องเติบโตมาพร้อมกับสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ เรียกได้ว่าเป็นเด็กขี้โรค แม่แก่จึงรับเป็นแม่ทูนหัว เพื่อแก้เคล็ดตามความเชื่อของคนโบราณ โดยเชื่อว่าจะทำให้เด็กขี้โรคมีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น ดังนั้นนอกจากแม่ศรี ซึ่งเป็นแม่แท้ๆของต้องแล้ว ยายจำเรียง จึงถือได้ว่าเป็นแม่คนที่สองของต้องด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม่แก่เป็นคนแก่ใจดี มีอารมณ์ขัน และขี้เหงา แม่แก่ชอบให้ลูกๆหลานๆ รวมทั้งเหลน มาเยี่ยมเยียนแม่แก่ตามโอกาสวันสำคัญในแต่ละปี ดังนั้นบ้านของน้าเล็กอันเป็นที่พำนักของแม่แก่จึงไม่เคยเงียบเหงา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในยามบั้นปลายของชีวิต แม่แก่จึงได้แรงใจจากลูกหลานและเหลนคอยเป็นเสมือนน้ำทิพย์โชลมชีวิตของแม่แก่ ให้สดชื่น สดใส อยู่ตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน ลูกหลานและเหลนทุกคนก็ได้พลังความรักและความอบอุ่นจากแม่แก่ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลังจากที่เสียคุณตาไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แม่แก่ก็กลายเป็นศูนย์รวมใจของลูกหลาน การอบรมเลี้ยงดูลูกทั้งสิบสามให้เติบใหญ่ มีชีวิตที่มีคุณภาพ และทั้งสิบสามชีวิตต่างก็เจริญงอกงาม แตกหน่อเชื้อแห่งความสำเร็จ สืบทอดต่อไป จากรุ่นสู่รุ่น ย่อมเป็นหลักฐานอันแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง และเด็ดเดียวของแม่แก่ในฐานะ “แม่” ได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้บรรดา “แม่ดีเด่น” คนใดในโลกนี้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานใด เพราะความสำเร็จของแม่แก่ดังกล่าว ได้ประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้วในใจลูกหลานทุกคน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม้แม่แก่จะมีอายุล่วงเลยกว่าแปดทศวรรษแล้ว แต่ด้วยจิตใจที่แจ่มใส เบิกบาน ประกอบกับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีของลูกหลาน ทำให้ทุกคนเชื่อว่าแม่แก่จะยังอยู่เป็นร่มโพธิ์และร่มไทร รวมทั้งเป็นศูนย์รวมใจของลูกหลานได้อีกนาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่สัจจะความจริงแห่งธรรมชาติ หาได้ยืนอยู่ข้างเดียวกับความเชื่อของลูกหลานไม่ เมื่อแม่แก่เริ่มมีปัญหาการเดินและทรงตัว ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะสังขารตามวัยที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาการของแม่แก่ทรุดหนักรวดเร็วอย่างไม่มีใครคาดคิด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในราวเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม่แก่ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่แม้จะอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของคุณหมอและพยาบาล แต่ลูกหลานทุกคนกลับสังเกตได้ว่า แม่แก่อาการทรุดหนักขึ้นทุกที จากเพียงแค่มีอาการขาไม่มีแรง ยืน เดิน และทรงตัวไม่ได้ ก็ลุกลามไปจนถึงแขน และมือ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คุณหมอแจ้งแก่ญาติว่า โรคที่กำลังรุมเร้าแม่แก่อยู่นั้น เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่เรียกว่า Chronic inflammatory demyelinating polyneuropathy (CIDP) ซึ่งมีเพียงหนึ่งในแสนคนเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ เจ้าโรคประหลาดนี้นอกจากจะทำให้แขน ขา ของผู้ป่วยหมดแรงแล้ว ยังทำให้ระบบการหายใจล้มเหลวอีกด้วย ดังนั้นในระยะเวลาไม่นานหลังจากเข้ารับการรักษา คุณหมอจึงต้องตัดสินใจเจาะคอของแม่แก่เพื่อ  ปั๊มออกซิเจนเข้าไปช่วยระบบการหายใจ เนื่องจากแม่แก่เริ่มหายใจเองไม่ได้ และหลังจากนั้น ดูเหมือนอาการของแม่แก่จะทรุดลงเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้ามืดวันหนึ่งแม่แก่หยุดหายใจ แต่คุณหมอเข้ามาช่วยปั๊มหัวใจให้เต้นต่อไปได้    แต่การหยุดหายใจในวันนั้น ทำให้สมองส่วนหนึ่งของแม่แก่ได้สูญเสียการทำงานไป จากที่เคยโต้ตอบ และรับรู้การมาเยี่ยมเยียนของลูกหลานได้ แม่แก่เริ่มหลับสนิทไม่รับรู้โลกภายนอก ป้าแอ๋ว ป้าดา แม่ศรี น้าเล็กเฝ้าภาวนาสวดมนต์ข้างเตียง น้ากรีก็พยายามชวนแม่แก่พูดคุยบ่อยๆ ด้วยหวังว่า แม่แก่จะกลับมารับรู้และพูดคุยกับลูกหลานได้อย่างปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากอาการที่ทรุดหนักขึ้นทำให้คุณหมอต้องเรียกประชุมญาติเกี่ยวกับแนวทางการรักษาอาการของแม่แก่บ่อยครั้ง แต่คำตอบทุกครั้งของลูกหลานคือ ให้คุณหมอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดต่อไป นัยหนึ่งของคำตอบดังกล่าว อาจเกิดจากความหวังของลูกหลานเองว่า แม่แก่ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นแม่แก่คนเดิมที่ยิ้มแย้มแจ่มใสได้อีก แต่อีกนัยหนึ่งคือ ความไม่พร้อมที่จะยอมรับการจากไปของแม่แก่ในช่วงเวลานี้ และดูเหมือนแม่แก่เองก็จะรับรู้ถึงข้อห่วงใยของลูกหลานนี้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเข้มแข็งและความอดทนของแม่แก่ รวมทั้งลูกหลานเอง ได้ปรากฏให้เห็นอีกครั้งในช่วงเวลาแห่งความทุกข์นี้ สำหรับแม่แก่ เหมือนท่านจะรับรู้ว่าลูกหลานยังยอมรับการจากไปของท่านในช่วงนี้ไม่ได้ ท่านพยายามอดทนที่จะมีชีวิตอยู่ และหวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาหัวใจของลูกหลานทุกคนได้ สำหรับลูกหลานเอง เวลาแห่งความทุกข์ใจเหล่านี้กลับแสดงให้เห็นถึงพลังความรักของทุกคนที่มีต่อแม่แก่ ป้าแอ๋ว ลุงหมึก ป้าดา แม่ศรี น้ากรี รวมทั้งลุง ป้า น้า คนอื่นๆ ต่างแวะเวียนไปเยี่ยมและให้กำลังใจแม่แก่อยู่เสมอไม่เคยขาด ไม่ว่าจะอ่อนล้าหรือเหนื่อยล้าเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใด สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความจริงตามธรรมชาติได้ เมื่อกลางดึกของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา แม่แก่ก็จากพวกเราไปอย่างสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนาวหนนี้ดูเหมือนจะโหดร้ายกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสำหรับลูกหลานของแม่แก่ทุกคนที่หนาวเหน็บหัวใจเพราะไร้ไออุ่นจากแม่แก่เช่นเคย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปีใหม่หนนี้คงเป็นปีแรก ที่ไม่มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของแม่แก่ ยามเมื่อถูกห้อมล้อมด้วยลูกหลาน เช่นทุกปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลับให้สบายเถิดครับ ... แม่แก่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116757952507920612?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116757952507920612/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116757952507920612' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116757952507920612'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116757952507920612'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/12/blog-post_31.html' title='อาลัย...แม่แก่'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116644657728191956</id><published>2006-12-18T03:28:00.000-08:00</published><updated>2006-12-18T05:04:23.933-08:00</updated><title type='text'>หนาวนี้ ที่แม่สาย</title><content type='html'>ปี 2549 ที่ผ่านมาถือว่า ดวงผมถูกโฉลกกับเมืองเหนือเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติแล้ว ชีวิตของผมค่อนข้างจะเวียนวนกับทางภาคใต้มากกว่า เนื่องจากผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ มักจะได้รับการโยกย้ายไปประจำอยู่ตามหัวเมืองทางใต้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น สุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ระนอง อาจจะมีไล่มาแถบตะวันออกและตะวันตก อย่าง มาบตาพุด - ระยอง หรือ สังขละบุรี - กาญจนบุรี บ้าง แต่ก็ไม่นานเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าไปหัวเมืองทางเหนือที่สุดที่คุณพ่อของผมเคยไปประจำอยู่ก็เห็นจะเป็นแค่เพียง จังหวัดพิษณุโลก ที่อำเภอบางระกำเมื่อประมาณสักยี่สิบปีก่อนเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ครอบครัวของผมจึงไม่ค่อยได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนจังหวัดทางเหนือ (รวมถึงอีสานด้วย) มากนัก ส่วนตัวผมเอง ผมเคยขึ้นเชียงใหม่แค่หนึ่งครั้งก่อนหน้านี้ และเป็นการเดินทางไปทำงานด้วย เรียกได้ว่า อยู่แต่ในโรงแรม จึงไม่ถือว่าถึงเชียงใหม่แต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้ไปเหนือแบบถือว่า "ถึง" เหนือ สักกะที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงกลางปีที่ผ่านคุณพ่อเดินทางไปงานเลี้ยงสังสรรค์ รวมรุ่นเก๋ากึ้ก ที่เชียงใหม ผมและแม่เลยได้ทีติดสอยห้อยตามไปด้วย โดยอ้างเหตุผลว่า ผมจะช่วยพ่อขับรถนั่นเอง ครั้งนั้น ผมได้ขึ้นไปไหว้ “ครูบาศรีวิชัย” นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา พร้อมกับการบนบานศาลกล่าวท่านเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องกระทำในช่วงนั้น จากนั้นผมก็ได้ขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ สถานที่ที่ผมเคยได้ยินและเห็นภาพตามทีวีและสื่ออื่นเท่านั้น ... สวยชะมัดยาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนอนที่เชียงใหม่หนึ่งคืน รุ่งขึ้นเราก็ต้องขับรถกลับลงมาที่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อมาร่วมงานแต่งงานของลูกสาวเพื่อนพ่อสมัยที่รับราชการที่จังหวัดพิษณุโลก แต่ก่อนที่จะลงมาพิษณุโลก เราได้แวะสักการะพระธาตุหริภุญไชย ของดีประจำเมืองลำพูนกันก่อน แม้จะดูไม่อลังการ มะลังมะเลือง เท่าพระธาตุดอยสุเทพ แต่ก็คงความขลัง และสวยงามแบบขรึมๆดีทีเดียวครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะได้กราบนมัสการพระธาตุสำคัญๆของภาคเหนือ แต่ก็เหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อากาศหนาวๆไงครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ผมไปนี่ไม่ค่อยได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น อันเป็นเอกลักษณ์ของทางภาคเหนือเลย แถมยังร้อนไม่ต่างจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรอีกตะหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้ว ชะตาก็พาลมเหนือหอบผมขึ้นไปอีกครั้ง เมื่อสามวันที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อภารกิจที่บนบานศาลกล่าวครูบาศรีวิชัย สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ผมก็ได้แต่ตั้งไว้ในใจว่าจะหาโอกาสขึ้นไปแก้บนท่าน โดยไม่ได้วางกำหนดการที่แน่นอนว่าจะเมื่อไหร่ อย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างที่ผมกำลังหาทางเบี้ยวบนครูบาอยู่ ก็เหมือนท่านจะหยั่งจิตรู้ถึงแผนการอันชั่วร้ายของผม ท่านจึงดลบันดาลให้คุณพ่อผม ซึ่งก็นั่งเกาพุงอยู่ที่มาบตาพุดดีๆ มีอันต้องไปประจำการที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายซะงั้น ผมจึงรู้ตัวทันทีว่า ถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องแก้บนเสียแล้ว ... คงเบี้ยวไม่ได้ล่ะ ทวงถึงที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำหนดการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ของผมและครอบครัว ต้องร่นและเลื่อนมาหลายครั้ง ด้วยเหตุที่แม่แก่ของผมอาการไม่สู้ดีนัก กระทั่งมาลงตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จะมีเวลาน้อยมาก (ออกเดินทางเย็นศุกร์ กลับเย็นอาทิตย์) แต่พวกเราก็ตัดสินใจไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางขาไปของผมและครอบครัวนั้น ใช้ยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อ (สองล้อบ้างเป็นครั้งคราว) ส่วนขากลับด้วยเวลาที่มีเท่านี้ ก็ต้องพึ่งยานพาหนะ...ล้อ (มีล้อ แหล่ะ แต่ไม่เคยนับ) และสองปีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;........................ ควับ .......................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถึงเชียงใหม่แล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อความสบายใจ ผมและครอบครัวตัดสินใจ เดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อไปแก้บนครูบาท่านโดยเฉพาะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/227395/CIMG4246.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/351641/CIMG4246.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของแก้บนของผมครับ ช้างเผือก (ช้างขาวนี่แหล่ะ) 1 คู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเสร็จภารกิจ เราก็เดินทางไปจังหวัดเชียงรายทันทีครับ แต่ก่อนจะถึงแม่สาย อันเป็นสถานที่ทำการของคุณพ่อ เราแวะชมความงดงามของศิลปแบบไทยร่วมสมัยของ "วัดร่องขุ่น" ก่อน จะเรียกว่าบังเอิญก็ได้นะครับ เพราะตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจมาก่อนว่าจะแวะเยี่ยมวัดของอาจารย์เฉลิมชัยแห่งนี้ ดวงคงสมพงศ์กันน่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งามแต้ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/526000/CIMG4267_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/996768/CIMG4267_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/401565/CIMG4268_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/114102/CIMG4268_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/591816/CIMG4281_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/818460/CIMG4281_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาบานได้ครับ ว่านี่คือห้องน้ำ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อจากวันร่องขุ่นมาแล้ว ก่อนเข้าแม่สาย กิจกรรมการแวะชมก็ยังคงดำเนินต่อไป คราวนี้เราแวะชมสวนสมเด็จย่าบนดอยตุงกันครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยอากาศที่กำลังเย็น และดอกไม้สวยๆ ผมลืมกรุงเทพไปเลยครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/629740/CIMG4320_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/243339/CIMG4320_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/13543/CIMG4322_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/892874/CIMG4322_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/13880/CIMG4330_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/150141/CIMG4330_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/23708/CIMG4343_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/144273/CIMG4343_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/450783/CIMG4341_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/575513/CIMG4341_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ทราบว่างานราชพฤกษ์ 2549 ที่เชียงใหม่จะสวยเพียงไร แต่เมื่อผมอยู่บนดอยตุง ผมลืมความเสียดายที่ขับผ่านงานนั้นมาโดยไม่มีเวลาที่จะเยี่ยมเยือนมันเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อลงจากดอยตุงแล้ว คราวนี้เราก็มุ่งหน้าจุดหมายสุดท้าย และเป็นจุดหมายหลักของการเดินทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/309635/CIMG4389_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/733206/CIMG4389_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำเภอเล็กๆ แต่คึกคักเหลือเกิน เพราะมีด่านศุลาการและด่านตรวจคนเข้าเมือง อันเป็นช่องทางทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า (ผมขอเรียกว่าพม่านะครับ ขี้เกียจเขียนเมียนมาร์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/720919/CIMG4395_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/691837/CIMG4395_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/13063/CIMG4399_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/558441/CIMG4399_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/369530/CIMG4403_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/390900/CIMG4403_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/524131/CIMG4402_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/627547/CIMG4402_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วินมอไซค์ครับพี่น้อง เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็มีโอกาสข้ามไปยังฝั่งพม่า (นี่ถือเป็นครั้งที่สองของการเหยียบแผ่นดินพม่าของผม โดยครั้งแรกสมัยที่คุณพ่อผมรับราชการที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แต่ความเจริญทางฝั่งนั้นเทียบแม่สายไม่ได้เลยครับ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทราบจากคุณพ่อว่า วันๆหนึ่งมีคนไทยข้ามไปเที่ยวยังฝั่งพม่าเป็นพันๆคน  ยิ่งเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดยาว ก็ดีดไปถึงหลักหมื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นยิ่งทำให้ผมแปลกใจว่าจะข้ามไปดูอะไรหนักหนา เพราะเมื่อผมข้ามไปดูด้วยตาตัวเองแล้ว สภาพตลาดที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าไปชมกันนั้น ไม่ต่างจากตลาดนัดคลองถม หรือจตุจักรเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจที่สุดคือ “สินค้า” ที่วางขายกันตามร้านรวงต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเต็มไปด้วย สินค้าทุกชนิดที่ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ไม่ว่าจะเป็น วีซีดี ดีวีดี  หนัง เพลง (ผมพยายามเดินหาแผ่นเพลง หรือหนังของชาวพม่าแท้ๆ แต่ไม่พบเลยครับ พบแต่หน้าตี๋ๆของแดน บีม) กระเป๋า และเสื้อผ้าหลากยี่ห้อ เรียกได้ว่า ถนนในลอนดอน มิลานและปารีส มียี่ห้ออะไร ที่นี่ก็มีเหมือนกับครับ แถมราคาถูกกว่ากันเป็นร้อยเป็นพันเท่า ... ฮา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากท่านเป็นผู้ชาย (จะหนุ่มจะแก่ไม่สำคัญ) ท่านจะได้พบโปรโมชั่นพิเศษ บรรดาพ่อค้าชาวหม่องสวมโสร่ง ที่เดินคล้องตระกร้าพลาสติคใส่สินค้า จะเดินรี่มาหาท่าน พร้อมกับกระซิบเสนอสินค้าให้ท่านว่า “หนา โป๊ะ มะ เพ่ ..แผ่ ละ ยี่ สิ” หากใครเผลอซื้อไปเพราะคิดว่าเดินแถวคลองถมละก็ ตอนกำลังจะเดินผ่านด่านพม่ากลับไปที่บ้านเกิดของเรา ก็อาจจะเจอพี่ตำรวจพม่า ขอตัวค้นดู เมื่อพบสิ่งของอนาจารดังกล่าวข้างต้น ก็จะมีการเรียกเงินค่าปรับ (คงไม่มีใครถามพี่เค้ามั๊งครับ ว่าปรับตัวกฎหมายไหน มาตราอะไร ทำไมไม่ขึ้นศาล ฯลฯ) ประมาณ 2000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สันนิษฐานว่าคนขายกับคนปรับ น่าจะไม่รู้กันหรอกครับ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..................... ควับ ..............................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/6476/CIMG4413_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/13557/CIMG4413_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วก็ถึงบ่ายวันอาทิตย์ อันเป็นเวลาที่ผมจะต้องบอกลา อากาศหนาวบนแดนเหนือ เหินฟ้ากลับมากรุงเทพเมืองฟ้าอมรแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/88899/CIMG4424_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/281755/CIMG4424_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมสวยๆจากสนามบินสุวรรณภูมิครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียดายเมื่อรู้ว่า กรมอุตุฯแจ้งว่าหลังจากนี้อากาศจะหนาวลงอีก 1 – 3 องศา และโดยเฉพาะแม่สาย ดินแดนที่ผมเพิ่งจากมา อาจมีลงถึง 5 องศา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เป็นไรครับ นับจากนี้ไปผมน่าจะมีโอกาสได้ขึ้นเหนือบ่อยขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้เจอกันใหม่นะน้องหนาว ... ตกลงใจไว้แล้วว่าจะขอเหยียบดอยแม่สลองสักครั้งในคราวหน้า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116644657728191956?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116644657728191956/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116644657728191956' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116644657728191956'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116644657728191956'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/12/blog-post_18.html' title='หนาวนี้ ที่แม่สาย'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116572855164501900</id><published>2006-12-09T21:22:00.000-08:00</published><updated>2007-01-03T06:30:27.080-08:00</updated><title type='text'>"แม่แก่"</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/112954/CIMG0401.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/644410/CIMG0401.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถือว่าเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่ง ที่เกิดมามีแม่ถึงสองคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนแรกคือคนที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายกับคุณพ่อของผม และเป็นคนที่เบ่งผมออกมาลืมตาดูโลก ที่ผมเรียกว่า “แม่” เฉยๆ (แต่เท่าที่จำความได้ ตอนเด็กๆผมจะเรียกท่านว่า “แม่ศรี” เพื่อเป็นการแยกแยะกับ “แม่” ของผมอีกคนหนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกคนหนึ่ง ผมเรียกท่านว่า “แม่แก่” ไม่ใช่เป็นเพราะ ท่านมีอายุมากกว่าแม่แท้ๆของผมเท่านั้น ท่านยังเป็น “แม่ของแม่” ของผมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยเด็ก ผมค่อนข้างเป็นเด็กที่ขี้โรค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่เล่าให้ผมฟังว่า ผมมีอาการปอดบวมตั้งแต่อายุเพียงหกเดือน เนื่องจากพี่เลี้ยงอุ้มไปเล่นนอกบ้าน และตากฝนเปียกปอนมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นอาการปอดบวมมันก็พัฒนาไปเรื่อย กระทั่งมันทำให้ผมเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ หรือที่รู้จักกันในนาม “โรคหอบ” มาตลอดช่วงชีวิตวัยเด็กของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากบ้านอันเป็นภูมิลำเนาตามกฎหมายของผมแล้ว โรงพยาบาลก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมอาศัยหลับนอน จนคุ้นชินเป็นบ้านหลังที่สอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์ความเจ็บป่วยในวัยเด็กของผมนี้เอง ที่ทำให้ผมเห็นและสัมผัสได้ถึงความ “เข้มแข็ง” ของผู้เป็นพ่อและแม่ของผม โดยเฉพาะท่านหลัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าลูกจะมีอาการหอบเมื่อไหร่ จึงทำให้แม่ของผมต้องจัดเตรียมเสื้อผ้า พร้อมของใช้ เพื่อที่จะสามารถค้างแรมที่โรงพยาบาลได้อย่างน้อยสองคืน เสมอๆ ในทุกๆช่วงเวลาของปีที่อากาศเริ่มเปลี่ยน นอกจากนั้นอาจมีการไปค้างแรมที่โรงพยาบาลนอกฤดูกาลด้วย หากผมดื้อไม่เชื่อฟังที่หมอห้าม แอบไปกินน้ำแข็งหรือไอศกรีม จนโก่งคอไอ หายใจไม่ทัน และเป็นหอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยปัจจัยความเจ็บป่วยข้างต้น ทำให้ญาติพี่น้องเป็นห่วง และพยายามหาคำแนะนำมาให้แม่เพื่อแก้เคล็ด ตามความเชื่อของคนโบราณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ญาติๆแนะนำให้แม่ยกผมให้เป็นลูกอีกคนของยาย พิธีจะมีอยู่อย่างไร ผมจำไม่ถนัดนัก แต่น่าจะมีการผูกข้อมือ รับขวัญ และการให้ผมเรียกท่านว่า “แม่แก่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยกลายเป็นหลานคนเดียวที่มีศักดิ์เท่ากับ ลุง ป้า และน้าทั้ง 12 โดยปริยาย (ฮา) (มิได้ครับ แค่เป็นคำเรียกขานเท่านั้นแหล่ะครับ ไม่ได้มีศักดิ์ในทางตระกูลแตกต่างจากหลานยาย หลานย่า คนอื่นแต่อย่างใด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อหรือไม่ครับ ผมเพิ่งได้ทราบความหมายของคำว่า “แม่แก่” จริงๆจังๆ เมื่อวันสองวันมานี้เอง โดยกดเข้าไปหาความหมายใน search engine ยอดนิยมอย่าง google  จึงพบว่า คำว่า “แม่แก่” นั้นหมายถึง “ยาย” และน่าจะมีที่มาจากภาษาถิ่นทางภาคใต้ของเราด้วย (ไม่น่าแปลกใจ เพราะครอบครัวคุณแม่ของผม ท่านติดตามคุณตาซึ่งไปรับราชการอยู่ที่จังหวัดสงขลาเป็นเวลาหลายปีเหมือนกัน ลุง ป้า น้า และแม่ของผม ก็ล้วนแต่เคยอาศัย และเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองสงขลาเป็นเวลานนานด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำไม่ได้ว่าผมเรียก “แม่แก่” แทนคำว่า “ยาย” มาเป็นเวลานานเท่าไหร่ หลังจากนั้น รู้แต่ว่า พอผมเริ่มโต ผมไม่กล้าเรียก “ยาย” ว่า “แม่แก่” จะด้วยเหตุผลอะไร อันนี้ไม่ทราบเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะ ความเขินอาย ที่เรียกแตกต่างจากบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ช่วงหลายปีหลังสุด ผมกลับมาเรียก “ยาย” ว่า “แม่แก่” อีกครั้ง อันนี้ก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน อาจเป็นเพราะผมรู้สึกว่าท่านอยากให้ผมเรียกอย่างนั้นก็ได้ เพราะเวลาไปเยี่ยมท่านทีไร ท่านมักแทนตัวเองว่า “แม่แก่” เสมอ ยามพูดคุยกับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่แก่ เป็นคนแก่อารมณ์ดี และขี้เหงา ท่านอยากให้ลูกหลาน มารวมตัวกันเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย เวลาลูกหลานมารวมตัวกันทีไร แม่แก่จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จะพูดจาหยอกเย้าและแซวลูกหลาน เป็นที่ครื้นเครงเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้แม่แก่ของผมท่านจะอายุ 87 แล้ว แต่ทั้งสมองและจิตใจของท่านยังสมบูรณ์แข็งแรงดี ทั้งนี้ผมคาดว่าน่าจะมาจากกิจกรรมที่ท่านและลูกๆได้ทำร่วมกันทุกครั้งเวลารวมตัว นั่นก็คือ การเล่นไพ่ เรียกได้ว่า ไม่มีลูกคนไหนสามารถรับประทานเงินจากแม่แก่ได้เลย แถมยังต้องเสียเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูตามธรรมจรรยาให้กับแม่แก่อยู่เนืองๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพยายามจะถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่บรรดาทายาทชั้นหลานย่า หลานยาย ให้กับพวกผม แต่ดูท่าทางรุ่นหลานจะไร้พรสวรรค์ทางด้านนี้กันเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่แก่เป็นคนชอบเที่ยว ชอบเดินทาง แต่ช่วงหลังๆ เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพท่านก็ได้เที่ยวน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระทั่งเมื่อช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แม่แก่มีอาการประหลาด คือ เริ่มชาที่มือและเท้า และขาไม่มีแรง แม่แก่เริ่มยืนและเดินไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพาแม่แก่ไปตรวจ ก็พบว่าแม่แก่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ที่เรียกยากๆ (และเข้าใจยากๆว่า) Chronic Inflammatory Demyelinating Polyneuropathy หรือ CIDP ผมและญาติๆ ก็ไม่ทราบว่า มันเป็นยังไง ไอ้โรคประหลาดนี่ รู้เพียงคุณหมอบอกว่า “แสนคนจะเป็นสักคน” หมอเอาเอกสารเกี่ยวกับโรคที่มีแต่ศัพท์เทคนิคทางการแพทย์มาให้ผมดู ซึ่งก็จับความได้เพียงเลาๆว่า โรคดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ (แต่เคสต่างๆที่ปรากฏในเอกสารนั้นพบว่า ผู้ป่วยทั้งสี่ต่างอายุน้อยกว่าแม่แก่ของผมทั้งสิ้น) และอาการหลักๆที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคนี้ก็คือ การทำให้ระบบหายใจล้มเหลว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งขณะนี้แม่แก่ของผมไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้แล้ว คุณหมอต้องเจาะบริเวณคอของแม่แก่ และให้เครื่องปั๊มออกซิเจน ปั๊มอากาศเข้าไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนักกว่านั้นคือแม่แก่ของผม ท่านเคยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นไปแล้วถึงสองครั้ง แต่คุณหมอปั๊มหัวใจขึ้นมาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ท่านไม่ได้สติแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่แน่ใจว่าสมองของท่านได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงไร จากการหยุดหายใจในครั้งนั้น แต่ที่รู้คือแกนสมองของท่านน่าจะยังดีอยู่ เพราะแม้จะหายใจด้วยตนเองไม่ได้ แต่ระบบหายใจยังทำงานอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร่างกายของแม่แก่ ยังสดใส ใบหน้ายังเอิบอิ่ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกหลาน ยังเฝ้ารอปาฏิหาริย์ให้แม่แก่ ลุกขึ้นมาพูดคุย หยอกล้อ และเล่นไพ่ กิจกรรมสุดโปรดของแม่แก่อีกครั้ง ทุกคนเฝ้ารอดูอาการที่ดีขึ้นของแม่แก่ ทุกครั้งที่แม่แก่ขยับแขนขา กระพริบตา หรือแม้แต่จะเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ ความหวังก็จะกระเพื่อมทุกครั้ง แม้จะรู้ดีอย่างลึกๆว่า มันอาจจะเป็นแค่อาการตอบสนองอัตโนมัติทั่วไปของร่างกายเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกตัวแต่อย่างใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งชีวิต แม่แก่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นศูนย์รวมจิตใจของลูกหลาน (และเหลนตัวน้อย) เสมอมาหลังจากที่คุณตาเสียไปเมื่อ 21 ปีก่อน แม่แก่ทำให้ลูกทั้ง 13 คนของท่าน (รวมทั้งเขย สะใภ้ และหลานเหลน) กลับมารวมตัวกันได้ในโอกาสสำคัญของปี บ้านน้าสาวคนเล็กซึ่งแม่แก่ได้พักอยู่ด้วยจึงไม่เคยเหงา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะรู้ว่าโรคร้ายที่แม่แก่กำลังเผชิญอยู่ ณ เวลานี้ นั้นจะหนักหนาเพียงไร แต่ลูกหลานและเหลนทุกคน กำลังใจยังดีอยู่เสมอ เพราะพวกเรารับรู้ถึงความเข้มแข็งของแม่แก่ที่แสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์มาตลอดช่วงชีวิตของท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งความหวังของลูกหลานและญาติพี่น้องนั้น สูง กว้าง และหนักกว่า ความเห็นหรือความรู้ในทางการแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อเอาเกณฑ์ทางจิตใจมาวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากความเข้มแข็งของแม่แก่แล้ว ผู้หญิงอีกคนที่ผมต้องยกนิ้วให้ก็คือ คุณแม่ของผมเอง ตลอดเวลาที่แม่แก่ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลากว่าสองเดือน คุณแม่ของผมท่านไปเยี่ยมเยียนไม่เคยขาด โดยคุณแม่จะขับรถจากที่ทำงานไปเฝ้าแม่แก่ทุกวัน กว่าจะถึงบ้านก็ราวสามทุ่ม ในช่วงเวลาเช่นนี้ ประกอบกับคุณพ่อของผมเพิ่งย้ายไปรับราชการที่จังหวัดเชียงรายได้ไม่นาน ยังไม่มีเวลาที่จะกลับมาบ้าน ต้องยอมรับว่าคุณแม่ของผมน้ำจิตน้ำใจของท่าน เข้มแข็งเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางครั้งผมก็อดเป็นห่วงท่านไม่ได้ เพราะผมรู้ดีว่าท่านอารมณ์อ่อนไหวแค่ไหนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ผมก็จะหาโอกาสไปเยี่ยมแม่แก่ของผมที่โรงพยาบาล พร้อมกับไปขับรถให้คุณแม่ด้วย เพราะผมไม่ค่อยสบายใจหากแม่ต้องขับรถกลับบ้านคนเดียว ในช่วงสภาพจิตใจที่ว้าวุ่นเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้รู้ว่าสักวันเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นกับคนข้างกายที่เรารัก แต่การรู้เท่าทัน และทำใจยอมรับได้มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และบางครั้งเราก็ต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และกำลังเผชิญอยู่ มากกว่าการที่จะต้องทำใจยอมรับมันให้ได้ก่อนหน้าที่มันจะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณตาครับ ขอให้สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับ “แม่แก่” ทีเถิดครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116572855164501900?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116572855164501900/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116572855164501900' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116572855164501900'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116572855164501900'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/12/blog-post.html' title='&quot;แม่แก่&quot;'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-116386017652876231</id><published>2006-11-18T06:19:00.000-08:00</published><updated>2006-11-25T07:41:03.593-08:00</updated><title type='text'>ผู้หญิง "ริง" เรือ ไม่ใช่ ผู้หญิง "ยิง" เรือ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/1600/797195/R38-14.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4801/1072/320/199344/R38-14.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อเหลือเกินว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนคงคุ้นชินกับสำนวนไทยว่า "ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงยิงเรือ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่า มันหมายความว่าอย่างไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมผู้หญิงต้อง "ยิง" เรือด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาวันนี้ผมมาพบบางอ้อแล้วครับ เมื่อผมได้เข้าร่วมประชุมนักวิจัยโครงการกฎหมายตราสามดวงประจำเดือน (ประชุมกันเดือนละหนครับ เลยเรียกว่า "ประจำเดือน" หรือจะใช้ "รอบเดือน" ดีหว่า) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วมีผู้รู้หลายท่านยกเรื่องการออกเสียงในภาษาไทยมาวิพากษ์กัน พร้อมกับยกตัวอย่างการเกลื่อนกลืนกันของเสียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากสำนวนข้างต้น ของแท้แต่เดิมมันคือ "ผู้หญิงริงเรือ" ครับ หมายความประมาณว่า "ผู้หญิงนั่งหัวเรือ และผู้ชายนั่งท้ายเรือไว้คอยพาย" ไม่ใช่ผู้หญิงต้องถือปืนหรือหน้าไม้ไปส่องเล็งยิงเรือให้ล่มแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มันเพี้ยนกันมาจนเป็นผู้หญิงยิงเรือก็เพราะอิทธิพลของเสียง ยอ ของพยัญชนะ ญ นั่นเอง พูดไปพูดมาจาก ริง มันเลยเป็น ยิง ไปเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีอีกหลายคำที่น่าสนใจครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้มีโอกาสข้างหน้าจะมาเล่าสู่กันฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.ช่วงนี้หลายคนคงสงสัยว่าผมยังอยู่บนโลกใบนี้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังอยู่ครับ ยังสบายดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้ขอปลาปรับตัวกับน้ำใหม่ก่อน ตอนนี้ยังมึนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้เจอกันใหม่ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-116386017652876231?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/116386017652876231/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=116386017652876231' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116386017652876231'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/116386017652876231'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/11/blog-post.html' title='ผู้หญิง &quot;ริง&quot; เรือ ไม่ใช่ ผู้หญิง &quot;ยิง&quot; เรือ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-115797510704444659</id><published>2006-09-11T03:46:00.000-07:00</published><updated>2006-09-11T05:14:20.286-07:00</updated><title type='text'>ม.41 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร</title><content type='html'>วันนี้ระหว่างที่ผมนั่งอ่านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ สายตาก็ไปประสบหัวข้อข่าวอยู่ข่าวนึงที่น่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ธรรมรักษ์" ขู่ ใช้มาตรา 41 กม.อาญาทหาร มีโทษจำคุก 3 ปี เล่นงานพวกชอบวิจารณ์โผ ยันไม่มีการเมืองแทรกแซง โอ่รายชื่อที่ขยับย้ายไม่ขี้เหร่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะที่ผมเป็นนักเรียนกฎหมาย แต่สมัยที่เรียนไม่มีประมวลกฎหมายอาญาทหารมาให้เรียนกัน พลันก็เลยเกิดความสงสัยว่า ประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร? มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายบทหลักบททั่วไป ที่เราคุ้นเคยกันมากน้อยเพียงไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่สำคัญ มันเป็นอย่างไรกันแน่ ไอ้มาตรา 41 เนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอผมเข้าไปค้นหากฎหมายดังกล่าวในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ก็พลันถึงบางอ้อ ในจุดที่ผมสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมสงสัยอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองเรื่องที่ผมสงสัยในการถอดเทปลงข่าวคำสัมภาษณ์ของ "บิ๊กแอ้ด" ก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. องค์ประกอบความผิดในมาตรา 41 นี้เป็นไปอย่างที่ "บิ๊กแอ๊ด" อ่านให้กระจอกข่าวฟังหรือไม่ อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่สมัยใด และถูกแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกแล้วหรือยัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบต่อคำถามแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 41 แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร ในคำสัมภาษณ์ของบิ๊กแอ๊ดมีดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.thairath.com%2Fonline.php%3Fsection%3Dnewsthairathonline%26content%3D19304"&gt;"เรื่องนี้ตนจะดำเนินการโดยการชี้แจง หรือนำกฎหมายอาญาทหารมาตรา 41 ที่ระบุว่า ผู้ใดเป็นทหารและมันบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้บังคับบัญชาหรือต่อทหารที่เป็นผู้ใหญ่เหนือมัน หรือมันหมิ่นประมาทใส่ความหรือโฆษณาความหมิ่นประมาทใดๆ ก็ดี ให้ถือว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี มาใช้ดำเนินการ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2476"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมเอามาจากไทยรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.dailynews.co.th%2Fdailynews%2Fpages%2Ffront_th%2Fpopup_news%2FDefault.aspx%3FNewsid%3D100031%26amp%3BNewsType%3D1%26amp%3BTemplate%3D1"&gt;"เรื่องนี้เข้าข่ายวิจารณ์คำสั่งผู้บังคับบัญชาหรือไม่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า “ลองไปเปิดกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 41 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้บังคับบัญชา หรือต่อทหารที่เป็นผู้ใหญ่เหนือมัน หรือมันหมิ่นประมาท ใส่ความ หรือโฆษณาความหมิ่นประมาทใด ๆ ขึ้นก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี”&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมเอามาจากเดลินิวส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.komchadluek.net%2F2006%2F09%2F11%2Fa001_46059.php%3Fnews_id%3D46059"&gt;"เรื่องนี้เข้าข่ายวิจารณ์คำสั่งผู้บังคับบัญชาหรือไม่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า “ลองไปเปิดกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 41 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้บังคับบัญชา หรือต่อทหารที่เป็นผู้ใหญ่เหนือมัน หรือมันหมิ่นประมาท ใส่ความ หรือโฆษณาความหมิ่นประมาทใด ๆ ขึ้นก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี” &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมเอามาจากคมชัดลึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.matichon.co.th%2Fbreaking-news%2Fbreaking-news.php%3Fnid%3DMjAwNjA5MTEtMTMxMDU1"&gt;"ผมก็ต้องชี้แจง แต่ถ้าแรงก็ต้องเอากฎหมายอาญาทหาร มาตรา 41 ที่ว่า ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้บังคับบัญชา หรือต่อทหารที่เป็นผู้ใหญ่เหนือมัน หรือมันหมิ่นประมาทใส่ความ หรือโฆษณาความหมิ่นประมาทใดๆ ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี เข้าดำเนินการ แต่ผมไม่อยากทำ"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมเอามาจากมติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbreakingnews.php%3Fsec%3Dbreaking%26id%3D120231"&gt;"จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงหรือนำกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 41 ปี 2476 ที่มีใจความว่า ผู้ที่เป็นทหารที่บังแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้บังคับบัญชา หรือทหารที่เป็นผู้ใหญ่ หมิ่นประมาทใส่ความโฆษณา ถือว่าความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่ต้องการทำเช่นนั้น"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมเอามาจากโพสต์ทูเดย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้มาดูจากต้นฉบับที่ผมเอามาจากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นไฟล์ภาพหรือ pdf ที่สแกนลงเครื่องจากต้นฉบับ นะครับ มาตรา 41 เค้าว่างี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผู้ใดเปนทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาฏมาทร้ายต่อทหารผู้ใด ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชา หรือเปนผู้ใหญ่เหนือมัน หรือมันหมิ่นประมาทใส่ความ หรือโฆษณาความหมิ่นประมาทอย่างใดๆ ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความที่ไม่ตรงกัน ซึ่งถือว่ามี "นัย" ในทางกฎหมายอย่างยิ่ง คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"...แสดงความอาฆาฎมาทร้ายต่อทหารผู้ใด ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชา หรือเปนผู้ใหญ่เหนือมัน..." ไม่ใช่เพียงแค่ "ต่อผู้บังคับบัญชา" อย่างที่บิ๊กแอ๊ด ให้สัมภาษณ์ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่นี้มีนัยอย่างไร หลายท่านอาจสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะอย่างไรประมวลกฎหมายอาญาทหาร ก็ยังถือว่าเป็น “กฎหมายอาญา” ในระบบกฎหมายปัจจุบัน นั่นคือ ได้มีการกำหนดองค์ประกอบความผิด และโทษ ซึ่งระบบกฎหมายปัจจุบันเรียกร้องให้มีการกำหนด “องค์ประกอบความผิด” ที่ชัดเจน และที่สำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สดมภ์หลักของการ “ตีความและใช้กฎหมายอาญา” นั้น เค้าห้าม “เทียบเคียง” กฎหมายอาญาไปใช้ นั่นหมายความว่า กฎหมายกำหนดองค์ประกอบไว้อย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่อาจขยายความ “เทียบเคียง” ไปถึงกรณีอื่นได้ แม้ว่าจะมีความใกล้เคียงกันอย่างไรก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าทุกท่านติดตามข่าวสารบ้านเมืองเกี่ยวกับโผโยกย้ายทหารมาพอสมควรจะเห็นว่า ในระยะนี้ได้ปรากฏว่ามีนายทหารระดับนายพล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดโผทหารว่ามีการเมืองเข้ามาแทรกแซงอยู่เนืองๆ ล่าสุด คือ พล.ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน ผู้กำลังจะกลายเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้อกหักจากจากเก้าอี้ปลัด กห. และอาจจะต้องกระเด็นข้ามไปนั่งเก้าอี้ รอง ผบ.สส. แทน และเปิดทางให้ พล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวานิช หรือ เสธ.อู้ มานั่งในตำแหน่ง ปลัด กห. แทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยการวิจารณ์ของบรรดาเหล่านายพลนี้ พุ่งเป้าไปยังการแทรกแซงโดย “นักการเมือง” ถ้าให้แคบลง ก็หนีไม่พ้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พล.อ. ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสนใจว่า “บิ๊กแอ๊ด” อยู่ในฐานะ “ทหารผู้ใด ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชา หรือเปนผู้ใหญ่เหนือมัน” อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามฐานความผิดที่ท่านยกมากล่าวอ้างหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ท่านยังใช้คำนำหน้านามว่า “พล.อ.” อันเป็นยศของทหารบก แต่ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่ในฐานะทหารอีกต่อไปแล้ว แต่ท่านอยู่ในฐานะ “ข้าราชการการเมือง” ตามพระราชบัญญัติข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535  มาตรา 4 (3) ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้ว คนที่จะเป็นข้าราชการการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีได้ ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำด้วย คือ สวมหมวกสองใบไม่ได้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นแล้ว หากพิจารณาถึงนิยามความหมายคำว่า “ทหาร” ในประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้นจะพบว่า มีการให้นิยามไว้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจกดหมายฝ่ายทหาร” (ซึ่งไม่อาจขยายความไปถึง ผู้ที่ใช้คำนำหน้าชื่อ เป็นยศของทหาร โดยไม่ได้รับราชการทหารแล้วแต่อย่างใด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คงไม่อยู่ในนิยาม ข้างต้นดังกล่าวเป็นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเป็น “ผู้บังคับบัญชา” ข้าราชการในกระทรวงกลาโหม ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมพ.ศ. 2503 ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็น “ทหารผู้ใด ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชา หรือเปนผู้ใหญ่เหนือมัน” ไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าให้ผมสรุปตรงนี้ ผมว่าการวิพากษ์วิจารณ์ว่าโผทหารถูกนักการเมืองแทรกแซง คงไม่เป็นการกระทำความผิด ตาม มาตรา 41 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ดังที่บิ๊กแอ๊ด กล่าวอ้างล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็ยังไม่วางใจสายตาตัวเอง เลยลองจะขอฟังด้วยหูอีกสักครั้ง ผมได้ฟังท่านให้สัมภาษณ์ออกทีวี ก็พบว่า การให้สัมภาษณ์ของท่าน ตรงกับที่หนังสือพิมพ์ถอดเทปมาทุกประการ แต่จังหวะที่ท่านอ่านถึงประโยคที่เป็นปัญหา ผมได้ยินอาการสะดุด เหมือนจะอ่านข้ามบางบทบางตอนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ไม่รู้ว่าโดยเจตนา หรือสำลักน้ำลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่แน่ๆ ท่านคงไม่มีเจตนาที่จะยกกฎหมายมา “ขู่” ทหารที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แน่นอน … จริงมั๊ยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นในประเด็นที่ 2 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพบว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ออกมาในสมัย พ.ศ. 2476 ดังท่านว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มันออกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2454 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ รศ.130 ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 28 หน้า 455 ต่างหาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่อยากจะแซวท่านเล่นๆว่า ท่านคงคิดอะไรไม่ทัน ก็เลยนึกถึงปี 2476 หลังจากอภิวัตน์ซะงั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-115797510704444659?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/115797510704444659/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=115797510704444659' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/115797510704444659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/115797510704444659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/09/41.html' title='ม.41 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-115633832996497026</id><published>2006-08-23T05:59:00.000-07:00</published><updated>2006-08-23T06:05:29.986-07:00</updated><title type='text'>ดับไฟสงครามด้วย ...</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/kid%20pee%20crop.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/kid%20pee%20crop.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผ่านไปพบเจอภาพอันแสนน่ารักนี้ด้วยความบังเอิญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยขอเก็บมาแปะไว้ในบล็อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ใหญ่จะทำอะไรก็ทำไป จะดับไฟสงครามด้วยปืนกล รถถัง หรือนิวเคลียร์ ก็เรื่องของหัวหงอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัวดำ (หยิกด้วย)จะดับไฟด้วยอาวุธที่สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ ธรรมดาที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะดับไฟ ก็ต้องดับด้วยน้ำสิครับพี่น้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทนกลิ่นหน่อยแล้วกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-115633832996497026?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/115633832996497026/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=115633832996497026' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/115633832996497026'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/115633832996497026'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/08/blog-post.html' title='ดับไฟสงครามด้วย ...'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-115202126284560534</id><published>2006-07-04T06:12:00.000-07:00</published><updated>2006-07-04T07:07:57.176-07:00</updated><title type='text'>กลับสู่โหมดปกติ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3732_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3732_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ห่างหายไปจากหน้าจอ และแป้นอักษรไปนานกว่าเดือน ตอนนี้ชีวิตผมกลับสู่โหมดปกติแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่ผ่านไปประมาณเดือนเศษๆ น่าจะถือว่าเป็นโค้งหักศอกอีกโค้งหนึ่งในชีวิตของผม ที่รู้สึกว่าช่วงหลังๆจะมีทางตรงให้เดินให้วิ่งน้อยเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอปรับจูนเครื่องอีกสักอาทิตย์ น่าจะกลับมาทำงานทำการได้อย่างปกติ เพราะตอนนี้ศูนย์ยังตั้งไม่ค่อยจะตรงเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โค้งล่าสุดที่ผ่านมา เหมือนกับการที่ผมได้นั่งเครื่องไทม์แมชชีน ย้อนกลับไปเมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว ขณะนั้นผมยังมีฐานะเป็นนักศึกษาอาชีพอยู่ ด้วยการรับสองจ๊อบ ทั้งโทที่ธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตที่สำนักอบรมฯของเนติ งานหลักของผมก็คือการอ่านหนังสือ การค้นหนังสือ และการเข้าห้องเรียน มิติในการใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่หลากหลาย ขอบเขตของงานชัดเจนและมั่นคง ก็ไอ้กองหนังสือที่อยู่ตรงหน้านั่นแหล่ะ ซึ่งอาชีพนี้น่าจะเหมาะแก่ผมที่สุดแล้วจะว่าไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ผมได้ละทิ้งอาชีพนั้นมา (ด้วยความโล่งอกโล่งใจ ... เสียที) ผมก็ห่างหายจากการอ่านหนังสือ รวมไปถึงการเตรียมตัวสอบ (จะมีก็คือการสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน อู่ข้าวอู่น้ำในปัจจุบันเมื่อกลางปี 46 นั่นแหล่ะครับ ล่าสุด) สมรรถภาพในการอ่านหนังสือของผมก็ลดลงอย่างมาก รวมทั้งมิติในการใช้ชีวิตที่เพิ่มเติมหลากหลายมากขึ้น ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป ผมรู้สึกตลอดเวลาว่าผมไม่ค่อยเหมาะกับการเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการเท่าไหร่ ระยะที่ผ่านมาของผม จึงไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบทุเรียน เอ๊ย กลีบกุหลาบนัก ต้องปรับตัว ปรับหัว ปรับใจ กันไม่น้อยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โค้งที่ผ่านมาล่าสุดของผม จึงเป็นเสมือนกับการย้อนชีวิตของผมให้กลับไปอยู่ในโลกแห่งการเป็นนักศึกษาอีกครั้ง ย้อนไปอยู่กับกองหนังสือและตำราเก่าๆ เลคเชอร์ตัวเองเก่าๆ และการอ่านหนังสือในเวลากลางวันอันไม่คุ้นชิน รวมไปถึงการถ่างตาต่อเนื่องไปหลังเที่ยงคืนด้วยความไม่ค่อยคุ้นเคย(มานาน)ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ ให้ตายเถอะโรบิ้น ให้ดิ้นเถอะโรเบิร์ต ให้ระเบิดเถอะโรบินสัน ไอ้โค้งนี้ทะลึ่งมาตรงกับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฟีฟ่า เวิรลด์ คัฟ 2006 อีก พระเจ้าจ๊อดดด ทรมานเหลือเกินครับ ทรมานเหลือเกินกับการที่ต้องดูฟุตบอลไป อ่านหนังสือด้วยความเร่งรีบไป โดยเฉพาะคู่เยอรมันดับซ่าอาร์เจน และแมตช์สิงโตฟันหลอสำลักฝอยทอง โดยคู่ดึกผมไม่มีวาสนาได้อยู่ดูใจเซเลเซา แม้ว่าอยากขนาดไหนก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตรันทดจริงๆครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านโค้งนี้ไปแล้ว ชีวิตผมจะเป็นอย่างไร อันนี้ไม่อาจหยั่งทราบได้ แต่เท่าที่จะทำได้และเท่าที่เหตุและปัจจัยที่เอื้ออำนวย ผมพยายามจะผ่านโค้งนี้ให้ดีที่สุดแล้ว ภาระหน้าที่ไม่ได้อยู่ในมือของผมอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลจากโค้งนี้จะเป็นอย่างไร ผมจะเข้าสู่ทางตรง หรือผมจะแหกโค้งลงไปนอนแอ้งแม้งในคูคลองข้างทาง ไม่อาจทราบได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างน้อย โค้งนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังอ่านหนังสือได้อยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ถ้ามีเหตุการณ์บีบบังคับ ... อยู่ร่ำไป)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-115202126284560534?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/115202126284560534/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=115202126284560534' title='19 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/115202126284560534'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/115202126284560534'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/07/blog-post.html' title='กลับสู่โหมดปกติ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>19</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114925331576859075</id><published>2006-06-02T05:20:00.000-07:00</published><updated>2006-06-02T06:01:55.900-07:00</updated><title type='text'>นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ</title><content type='html'>ไม่ได้หาชมกันได้ง่ายๆ ในช่วงชีวิตหนึ่ง เมื่อมีโอกาสก็ขอเก็บเกี่ยวใส่ความทรงจำไว้เสียหน่อยครับ สำหรับงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอดีผมได้ยื่นลาพักผ่อนเอาไว้ในวันนี้ เพราะเชื่อว่าการไปในวันธรรมดา น่าจะพบกับการจราจรที่ผ่อนคลายกว่าการเดินทางไปในวันหยุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดผิดถนัดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา การจราจรจะกลายเป็นจลาจลอย่างที่ผมประสบวันนี้หรือเปล่า แต่ยืนยันได้ครับว่าวันนี้สาหัสจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือภาพถ่ายจากกระจกมองข้าง แสดงให้เห็นถึงขบวนรถติดกันยาวเหยียดบนทางด่วน (?) ขั้นที่สอง ที่เริ่มหนาแน่นตั้งแต่ช่วงหมอชิตใหม่แล้ว (คาดว่าท้ายแถวน่าจะประมาณยี่สิบกิโลขึ้น) ด้วยนิสัยการขับรถที่ดีมีมารยาทของผม ผมเลยเลาะไหล่ทางทางซ้ายมาตลอดทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3210_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3210_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปริมาณรถจากมากมายมหาศาล การขยับเขยื้อนตัวเสมือนงูเหลือมตัวเขื่องที่ค่อยๆเลื้อยขยับตัวไปมาทีละเล็กทีละน้อย จนทำให้ผมสามารถหยิบกล้องมาถ่ายเก็บบรรยากาศข้างทางได้ และก็ได้เห็นอะไรขำๆ สนุกๆ ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทะเลเหล็กหุ้มเนื้อที่ครางกลางแดด ฮึ่มๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างท้ายรถพี่แท๊กซี่คันนี้ แรกก็ดูปกติ แต่หากสังเกตที่สติ๊กเกอร์ท้ายกันชน เอ๊ะ คำๆนี้คุ้นๆเหมือนเคยได้ยินที่ไหน เร็วๆนี้นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3206crop_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3206crop_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น ในทะเลรถดังกล่าว ผมยังสังเกตว่ามีไม่น้อยทีเดียวที่เป็นรถโค้ชขนาด 85 ที่นั่ง ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารหัวเกรียน กระโปรงบาน ขาสั้น โอ้ เค้าเรียกกันว่าอะไรนะ ทัศนศึกษาใช่มะ คิดแล้วให้ย้อนนึกถึงตัวเองในวัยเดียวกัน แม้จะทนร้อนนั่งอุดอู้อยู่บนรถ แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นตลอดเส้นทางที่ได้ผ่าน ก็ได้ออกมานอกโรงเรียนทั้งทีนี่ครับ อะไรๆมันก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วก็เลยหยิบกล้องแหง่ะไปทักทายไอ้เหล่าทะโมนสักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3209_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3209_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมใช้เวลาเกือบๆสองชั่วโมงคลานอยู่บนทางด่วน กว่าจะได้ลงมาสู่เส้นทางล่าง ปรึกษากับผู้เป็นพ่อแล้ว ตกลงกันว่าเราจะไม่ฝ่าดงมหาชน เข้าไปในเมืองทองธานีทันที แต่เราจะขอเอารถไปจอดไว้ที่ห้างโลตัสแทนแล้วค่อยว่ากัน เพราะเพลานั้นกระเพาะประท้วงแล้ว น้ำย่อยเริ่มออกหากิน โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ บ่นหิวกับปวดห้องน้ำตลอดทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอแนะนำครับ หากท่านผู้ใดสนใจจะเดินทางไปชมนิทรรศการ หากเกรงว่าจะต้องเผชิญสถานการณ์เช่นเดียวกันกับผม อย่าได้เอารถเฉียดเข้าไปแถวสถานที่จัดงานเลยครับ ลองใช้วิธีเดียวกับผมน่าจะดีกว่า คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นำรถมาจอดไว้ที่โลตัส หาไรกินรองท้องกันก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เดินย้อนศรมาสักสองร้อยเมตร แล้วคุณจะเจอวินมอโซค์ อยู่บริเวณถนนเส้นทางลัดเลียบคลอง บอกจุดหมายปลายทางแล้วขึ้นคร่อม "เกาะแน่นๆนะน้องนะ" วิธีการคิดเงินค่าโดยสารวินนี้ค่อนข้างจะพิสดารเล็กน้อย คือ "ขึ้นฟรีพี่ ... แต่ลงจ่ายตังค์"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ซ่อกแซ่ก ซอกซอน และซมซาน มาสักพัก แมงกะไซ จะพาท่านเข้าสู่บริเวณงาน พร้อมกับปะทะกับฝูงชนจำนวนเรือนแสน สนนราคาค่าโดยสารประมาณ 30 บาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(แต่ปัญหาที่ประสบก็คือ ขากลับครับ เพราะมันไม่มีวินแมงกะไซค์ประจำอยู่บริเวณงาน ต้องเพิ่งยานพาหนะดั้งเดิมคู่ชีพหน่อยครับ สองขาครับ เดินเลาะมาเรื่อยๆ สายตาก็คอยสอดส่องหาแมงกะไซค์ที่บินว่อนอยู่แถวนั้น ถ้าไม่โชคร้าย ไม่เกินกิโลน่าจะได้สักคันนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นก็หาทางเข้างานครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิน เดิน เดิน และเดิน เพราะพื้นที่จัดงานใหญ่มาก จัดเต็มทุก Hall โดยเฉพาะในส่วนของ challenger Hall ซึ่งจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติ ที่เหลือมักเป็นพระราชกรณียกิจ และโครงการพระราชดำริ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม แม้การไปวันนี้จะไม่ได้มีเวลาและมีสมาธิที่จะชมนิทรรศการทั้งหมดอย่างละเอียดนัก เพราะข้อจำกัดเรื่องจำนวนคนที่มหาศาลมาก ทำได้แค่เพียง "ไหล" ไปตามกระแสชนจะหนุนนำไปเท่านั้น เพื่อความมันส์ใครจะลองเดินย้อนฝ่ากระแสฝูงชนเอามันส์ก็ได้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3219_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3219_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เออ ที่สำคัญ ใครไปมากกว่าหนึ่งคน กรุณานัดกันดีๆ มันจะหลงเอาง่ายๆนะครับ และช่วงนี้ทุกคนก็คงทราบว่า อุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารผ่านคลื่นวิทยุของทุกท่านใช้การได้ดีเพียงไร ถ้าจะใช้เพื่อเป็นเครื่องคิดเลข หรือเขวี้ยงหัวสุนัขน่ะพอจะได้การ แต่ใช้ติดต่อนี่ ไร้สมรรถภาพโดยสิ้นเชิงครับ นัดแนะกันดีๆครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำพังเพียงผมได้เข้าชมในนิทรรศการส่วนของพระราชประวัติ โดยเฉพาะได้ชมภาพอันหาชมได้ยากยิ่งในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ก็ถือว่างานนี้ผมคุ้มแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียดายที่ฝีมือการถ่ายรูปของผมมันเข้าขั้นห่วย หากใครมีฝีมือ ผมแนะนำให้ลองไปเก็บภาพกันนะครับ แล้วเอามาเผื่อผมด้วยอีกครั้งก็จะเป็นพระคุณครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโอกาสนี้ ขอเอามาแปะไว้ เท่าที่จะพอดูได้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3284_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3284_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3272_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3272_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3290_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3290_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3301_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3301_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3318_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3318_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3319_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3319_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3322_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3322_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3324_resize.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3324_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปดีไม่ไปดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลใจดีขยายกำหนดการแสดงนิทรรศการจากกำหนดการเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 4 มิถุนายนนี้ เป็นวันที่ 11 มิถุนายนนะครับ มีเวลาตัดสินใจอีกหน่อย และสำหรับคนที่คิดจะไปซ่อมรอบสองรอบสาม ก็ยังพอมีเวลานะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114925331576859075?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114925331576859075/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114925331576859075' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114925331576859075'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114925331576859075'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/06/blog-post.html' title='นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114908541694535157</id><published>2006-05-31T07:19:00.000-07:00</published><updated>2006-05-31T07:23:36.973-07:00</updated><title type='text'>คดีกระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่</title><content type='html'>เครียดกันพอสมควรกับคดีความการเมืองที่ฟ้องกันพัลวัลในปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอดีได้รับอีเมลกลอนคดีความเป๋าเล็ก เป๋าใหญ่นี้มา ฮาดีเหมือนกัน (ผมเคยได้รับก่อนหน้านี้มานานแล้ว แต่ก็เลยผ่านไป คาดว่าหลายคนคงมีโอกาสได้อ่านแล้วเช่นกัน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบกับ ว่าจะทิ้งร้างบล็อกนี้ไปสักพัก แต่ก็ไม่อยากจะให้ตอนล่าสุดมันปรากฏหราหน้าไอ้แท่งหรรษาข้างล่าง สาวๆหลายคนหลงมาอ่าน พลางเข้ามาบ่นให้ผมฟังหาว่าผมสัปปะดน ฮ่าๆๆ สันดานส่วนตัวน่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยขออนุญาตเอากลอนฮาๆ (ใครจะอ่านแล้วได้แง่คิดใดๆก็อนุโมทนาด้วย) มาแปะไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมตัวฮา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดคดี ความฟ้อง ร้องต่อศาล &lt;br /&gt;ชายเฮี้ยมหาญ ฮึกสยบ ตบผู้หญิง &lt;br /&gt;สอบปากคำ โจทก์จำเลย เผยเรื่องจริง &lt;br /&gt;เหตุผลติง สำนวนต่อ น่าพอใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิจารณา สรุปความ ข้อสุดท้าย &lt;br /&gt;จำเลยชาย ต้องตอบ คำถามใหม่ &lt;br /&gt;คุณเป็นชาย แล้วไปตบ หล่อนทำไม &lt;br /&gt;เหตุผลใด ให้การมา อย่าโมเม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชายเหลือบมอง คู่กรณี เห็นทีหยิ่ง &lt;br /&gt;แล้วให้การ ตามจริง ไม่หันเห &lt;br /&gt;ผมเจอหล่อน ที่ป้าย จอดรถเมล์ &lt;br /&gt;ยืนหน้าเบ้ บุญไม่รับ อับประมาณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขึ้นรถเมล์ คันเดียวกัน มันงี่เง่า &lt;br /&gt;พอกระเป๋า เขามาเก็บ ค่าโดยสาร &lt;br /&gt;เธอสำแดง เหตุบอก ออกอาการ &lt;br /&gt;สุดทนทาน นั่งข้างเธอ ผมเผลอไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเปิด กระเป๋าใหญ่ หยิบกระเป๋าเล็ก &lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าเล็ก แล้วปิด กระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;หยิบแบงค์จาก กระเป๋าเล็ก ในทันใด &lt;br /&gt;แล้วเปิด กระเป๋าใหญ่ ในทันที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอปิดกระเป๋า เล็กแล้วใส่ ลงกระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;ส่งเงินให้ เด็กกระเป๋า ขมันขมี &lt;br /&gt;พลางปิด กระเป๋าใหญ่ ไม่รอรี &lt;br /&gt;ครั้นรับตั๋ว ทันที เธอฉับไว &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปิดกระเป๋าใหญ่ แล้วหยิบ กระเป๋าเล็ก &lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าเล็ก แล้วปิด กระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;เอาตั๋วใส่ กระเป๋าเล็ก อย่างเร็วไว &lt;br /&gt;แล้วเธอเปิด กระเป๋าใหญ่ ไม่รอช้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิดกระเป๋าเล็ก แล้วใส่ลง กระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;แล้วก็ปิด กระเป๋าใหญ่ อย่างแน่นหนา &lt;br /&gt;รับตังค์ทอน จากกระเป๋า แล้วกานดา &lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าใหญ่ แล้วหยิบหา กระเป๋าเล็ก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าเล็ก แล้วปิด กระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;ตังค์ทอนใส่ กระเป๋าเล็ก แล้วปิดเหล็ก &lt;br /&gt;หยิบกระเป๋าใหญ่ แล้วเปิดใส่ กระเป๋าเล็ก &lt;br /&gt;ปิดกระเป๋าใหญ่ แล้วตรวจเช็ค เหมือนเช่นเคย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นนายตรวจ ขึ้นมา หาช้าไม่ &lt;br /&gt;เธอเปิดกระเป๋าใหญ่ หยิบกระเป๋าเล็ก หน้าตาเฉย &lt;br /&gt;ปิดกระเป๋าใหญ่ เปิดกระเป๋าเล็ก ไม่ช้าเลย &lt;br /&gt;หยิบตั๋วเผย ให้นายตรวจ ได้ตรวจตรา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วปิดกระเป๋าเล็ก ก่อนเปิด กระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;ใส่กระเป๋าเล็ก ลงไป ไม่กังขา &lt;br /&gt;แล้วเธอปิด กระเป๋าใหญ่ ไม่รอรา &lt;br /&gt;พอรับตั๋ว กลับมา มิช้าไย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าใหญ่ แล้วหยิบ กระเป๋าเล็ก &lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าเล็ก แล้วปิด กระเป๋าใหญ่ &lt;br /&gt;เอาตั๋วใส่ กระเป๋าเล็ก แล้วปิดไว &lt;br /&gt;เปิดกระเป๋าใหญ่ ใบเล็กใส่ จนเนียนัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตุลาการ นั่งฟังความ ตามคดี &lt;br /&gt;บอกหยุดที ฟังแล้ว น่าเวียนหัว &lt;br /&gt;กระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่ ดูพันพัว &lt;br /&gt;น่าเวียนหัว พัลวัน พอกันที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำเลยชายได้จังหวะจึงฉะฉาน &lt;br /&gt;ข้าแต่ศาลที่เคารพคิดดูถี &lt;br /&gt;ท่านเพียงฟังยังเวียนหัวถึงเพียงนี้ &lt;br /&gt;แล้วผมนี่นั่งข้างหล่อนจะทนไย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตุลาการ พินิจผล ถึงต้นเหตุ &lt;br /&gt;พิจารณาพิเศษ เห็นสมควร จะตบได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงยกฟ้อง ปลดปล่อย จำเลยไป &lt;br /&gt;กระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่ พอกันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าคดีเป๋าเล็ก เป๋าใหญ่นี้จะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า ให้ตุลาการผู้พิจารณาคดีได้เท่ากับคดีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก ยักษ์ใหญ่ไย่ยักเย็ก หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดติดตามด้วยความระทึกในหทัยพลัน!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114908541694535157?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114908541694535157/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114908541694535157' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114908541694535157'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114908541694535157'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/05/blog-post_31.html' title='คดีกระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114838423272058597</id><published>2006-05-23T04:26:00.000-07:00</published><updated>2006-05-23T04:40:30.486-07:00</updated><title type='text'>มันมาเป็นแท่ง</title><content type='html'>ช่วงนี้ผมอยู่ในสภาพคลุกฝุ่นอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะย้อนกลับมาไวเหลือเกิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เชื่อว่าเกิดจาก "กรรม" ปัจจุบันของผมเอง ไม่ใช่อย่างอื่น จึงทำให้พายุฝุ่นลูกใหม่กลับมาได้รวดเร็วปานนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะมีเวลาน้อยลง แต่เมื่อเจอแท่งหรรษาชิ้นนี้เข้า ยังไงก็ต้องมาอัพบล็อกเผยแพร่ความสัปปะดี้ สัปปะดนกันหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้แท่งคล้ำหรรษานี้ มาพร้อมกับพรรคพวกเพื่อนผมที่เพิ่งกลับมาจากแดนปลาดิบและกิมจิ คล้ายๆจะมาเพื่อเป็นของฝาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองดูมันจากสภาพนอกที่ยังมีสิ่งห่อหุ้มก่อนครับ ข้างล่างนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3151_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3151_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้มันเริ่มจะโผล่โฉม แย้มหน้ามาให้ยลกันแล้ว เอ้า ช่วยกันพินิจหน่อย ... หวัดดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3153_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3153_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอ่น แอน แอ้นนนนนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3157_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3157_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้จากมุมบน ... รู้แล้วใช่ม้า ว่ามันคืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3162_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3162_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันคือ ... ชอคโกแลตรูป "เห็ด" ครับ ... บนซองห่อหุ้มมัน บอกว่าเป็นรูปเห็ดครับ แต่แกะออกมาแล้ว ไม่คล้ายว่าจะเป็นเห็ดนะครับ จะว่าเห็ดโคนตอนตูมๆ หรือเห็ดหอมดอกบานๆ ก็ไม่น่าจะใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยายามดูข้างใต้ เผื่อจะเจอสายไฟ ... ฮๆๆๆ ก็ไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อเถอะครับ ว่าชอคโกแลต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่ติดรูปร่างสัปปะดนอย่างนี้ จะว่าไป รสชาติมันใช้ได้เลยนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114838423272058597?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114838423272058597/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114838423272058597' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114838423272058597'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114838423272058597'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/05/blog-post_23.html' title='มันมาเป็นแท่ง'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114754566679989106</id><published>2006-05-13T11:30:00.000-07:00</published><updated>2006-05-13T13:00:37.720-07:00</updated><title type='text'>จากหอใหญ่ท่าพระจันทร์ สู่มิลเลเนี่ยม คาร์ดิฟ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/scan0013.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/scan0013.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงแล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะชอบฟังเพลงอยู่เหมือนกัน แต่การฟังเพลงของผมก็คงจะเหมือนกับที่ผมอ่านหนังสือ นั่นคือ ผมเป็นพวกที่ไม่ค่อยมีแนวในการเสพย์สิ่งเหล่านี้เท่าไหร่นัก เรียกได้ว่าไม่สามารถจัดได้เป็น “แฟนพันธุ์แท้” อะไรกับเค้าได้ หรือจัดว่าเป็นพวก “ขาจร” มากกว่า “ขาประจำ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่ในชีวิตผมจึงไม่ค่อยเสียเงินไปกับการดูคอนเสิร์ต หรือบรรดาการแสดงดนตรีสดบ่อยครั้งนัก แม้ว่าจะเป็นการแสดงของศิลปินที่ผมชื่นชอบขนาดไหนก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่เป็นแบบนี้เพราะนิสัยโหมดใดของผมกันแน่ ระหว่างความขลาดในการริเริ่มเดินทางใหม่ๆ หรือลองทำอะไรใหม่ๆ กับความไม่สม่ำเสมอ (กรณีนี้คือการ “ไร้” แนวทางในการเสพย์สิ่งบรรเทิงเริงรมย์เหล่านี้) ผมว่ามันน่าจะปนๆกันไปแหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พักหลังผมได้เริ่มที่จะก้าวย่างเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังดนตรีแบบ “แสดงสด” หลายครั้งเหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ผมกำลังจะจบการศึกษา ไอ้เพื่อนประธานรุ่นของผมดันไอเดียบรรเจิดอยากจัดคอนเสิร์ตหาเงินเข้ารุ่น ซึ่งสุดท้ายแล้ว ลำพังแค่พยุงตัวไม่ให้เงินติดลบต้องควักเนื้อจ่ายกันเองก็ถือว่าบุญโขแล้ว (แต่ก็ต้องปรบมือให้มันครับ มันทำจนได้ เริ่มตั้งแต่ติดต่อศิลปิน ค่ายเทป หาสถานที่ หาฝ่ายเวที พิธีกร ฯลฯ เก่งจริงๆ แต่คราวหลังอย่าทำ ฮาๆๆ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะผู้ชม ในบรรยากาศแห่งการแสดงดนตรีสด จำได้ว่าศิลปินที่ขึ้นเวทีวันนั้น ขวัญใจผมทั้งนั้น เช่น คุณก้อง สหรัถ คุณโจ้ วง Pause (ซึ่งคอนเสิร์ตในวันนั้น ถือได้ว่าเป็นครั้งท้ายๆในชีวิตของโจ้ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยการตัดสินใจทำอัตตวินิบาตตัวเอง) วิยะดา โกมารกุล และ … น้องเชอร์รี่ ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ ด้วยครับ (ได้ข่าวว่าวันนั้นทั้งปลัดสมชาย และเจ๊แดง เยาวภา มาฟังเสียงใสมากกกกกกกก ของลูกสาวสุดเลิฟด้วยนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งที่สองของสำหรับการชมคอนเสิร์ตของผม มาโผล่เอาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ของปีนี้เองครับ ถ้าผมจำไม่ผิด พี่ๆน้องๆที่ทำงานชักชวนผมไปชมคอนเสิร์ตกึ่งการกุศล หัวเรี่ยวหัวแรงรู้สึกจะเป็นคลื่นวิทยุคลื่นหนึ่งจำไม่ได้แล้วว่าคลื่นไหน มีศิลปินหลายต่อหลายคนขึ้นเวทีวันนั้น ไม่ว่าจะเป็น คุณสุริยะใส คุณพิภพ คุณสนธิ และคุณจำลอง ……..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว้ากกก ไม่ใช่ นั่นมันเวทีใกล้ๆกันอยู่ที่สนามหลวง แต่ผมชมอยู่ในหอใหญ่ธรรมศาสตร์ เสียงมันปนๆกัน ความจำเลยสับสนไปหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาใหม่ รู้สึกจะมี คุณเบน ชลาธิศ คุณบุรินทร์ กู๊ฟไรเดอร์ และศิลปินแนวเดียวกันอีกประมาณสี่ห้าคน รวมทั้งคุณผู้หญิง (ผมจำชื่อไม่ได้อีกแล้วดูสิ) แห่งวงเดอะพีชแบนด์ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนุกดีครับ รู้สึกว่าคุ้มเงินจริงๆ (ก็ไม่คุ้มได้ไง ค่าบัตรมัน 99 บาททุกที่นั่งอ่ะ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆผมวางแผนกับก๊วนที่ทำงานจะไปชมคอนเสิร์ตอีกครั้งราวปลายเดือนนี้ คอนเสิร์ตของคู่หูเบิร์ดกับฮาร์ท ครับ นี่ก็ศิลปินคนโปรดของผมเหมือนกันนะเนี่ย แต่ด้วยความที่ผมยังชีพจรลงเท้าไม่สิ้นเสร็จ โดยต้องเดินทางไปหัวหินเป็นคำรบสองในรอบสองเดือนนี้ จึงทำให้ผมต้องอดชมคอนเสิร์ตครั้งที่สามไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใครจะรู้ครับ ว่าครั้งที่สาม (ชมคอนเสิร์ตนะครับ) ของผมมันจะมาให้แก้ตัวไวขนาดนี้ เมื่อสองวันก่อนขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่หน้าคอม อันเป็นภารกิจประจำวันของผม รุ่นน้องที่คณะคนหนึ่งก็ได้ทักทายเข้ามาพร้อมกับชวนไปดูคอนเสิร์ต ในวันนี้ (เสาร์ที่ 13 พฤษภาคม) ที่หอใหญ่ ธรรมศาสตร์เช่นเคย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสอบถามแนวของดนตรี ก็พบความงง ฮ่าๆ เพราะจำไม่ได้เลยว่าน้องเค้าบอกว่ามันเป็นแนวไหน เอาว่าแปลกๆใหม่ๆก็แล้วกัน คุยไปคุยมาก็รู้ว่าเธอเป็นหนึ่งในสตาฟฟ์ (เมื่อการแสดงเริ่มขึ้นจึงได้รู้ว่าเธอเป็นผู้ดำเนินรายการของคอนเสิร์ตครั้งนี้นี่เอง) ของงานนี้ด้วย ชักชวนกันขนาดนี้แล้ว ก็ต้องไปลองดูหน่อยว่าดีจริงดังพูดหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ผมจึงออกจากบ้านเพื่อไปชมคอนเสิร์ตที่ธรรมศาสตร์ด้วยความกล้า เพราะเป็นการไปดูคอนเสิร์ตแบบปัจจุบันทันด่วน ไปคนเดียว และไม่รู้จักศิลปินและแนวเพลงเลย (กล้าสุดๆมั๊ยล่ะ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปถึงหน้างาน โทรหาผู้ชักชวน ก็รู้สึกงงๆ เมื่อผมรายงานตัวว่า “พี่อยู่หน้าหอใหญ่แล้วนะ” เธอกลับตอบว่า “เฮ้ย มาด้วยเหรอ” ฮ่าๆ เพิ่งรู้ครับ ว่าเธอชวนเล่นๆ แต่ผมดันเสือกมาจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเดินไปซื้อบัตรเข้าชมด้วยความเก้ๆกังๆเรียบร้อย ผมก็มานั่งทำความเข้าใจกับงานครั้งนี้ พร้อมกับแนวดนตรีตามเอกสารที่ได้จากหน้างาน ก็รู้เลาๆว่า ดนตรีแนวนี้มันเรียกว่า “ดรัม แอนด์ คอร์” ( ชื่อเต็มๆคือ ดรัม แอนด์ บิวเกอ คอร์  (Drum and Bugle Corps) จากความรู้สึกของผมมันคล้ายกับเราไปนั่งชมการแสดงของวงโยธวาทิตของโรงเรียนมัธยมน่ะครับ แต่ออกแนวคอนเสิร์ตและการแสดงบนเวทีมากหน่อย เพราะบรรดาเครื่องดนตรีก็คุ้นตากันตามวงโยฯ นั่นแหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นมาของวงดนตรีวงนี้น่าสนใจมากนะครับ ดนตรีแนวนี้เพิ่งเริ่มเป็นที่สนใจโดยทั่วไปในสังคมไทยในราวปี 2542 และได้มีการฟอร์มวงกันขึ้นมา ในปี 2545 โดยตั้งเป็น “สมาคมวงดนตรีเยาวชนสยามมิตร ดรัม แอนด์ บิวเกอ คอร์” อย่างเป็นทางการในราวเดือนสิงหาคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาที่ไปของชื่อ “สยามมิตร” นี่ก็น่าสนใจนะครับ เพราะปรากฏว่ามันมาจาก “Myth of Siam” หรือ “ตำนานเรื่องเล่าของประเทศไทย” นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงไม่น่าแปลกใจครับที่แขกเหรื่อที่มาร่วมชมกับผมในค่ำคืนนี้ จะเป็นเหล่านักเรียนกระโปรงบานขาสั้น รวมทั้งบรรดาผู้ปกครองของเหล่านักดนตรีด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่น่าเสียดายที่ผมอยู่ร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้แค่เพียงสององก์ หรือเพียงครึ่งทางเท่านั้น เหตุเพราะผมติดนัดสำคัญตอนสามทุ่มครับ เลยต้องระเห็จออกมาก่อน แต่โดยรวมถือว่าน่าประทับใจครับ เพราะเด็กพวกนี้มีความสามารถจริงๆ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างล้นเหลือจนสัมผัสได้ ต้องใช้คำว่าทึ่งครับ โดยเฉพาะการโชว์ทักษะการรัวกลองที่เราเรียกกันว่า “กลองแต๊ก” ในตอนเริ่มต้นของโชว์ น่าทึ่งจริงๆกับลีลาของทั้งสองนักดนตรี ที่ผลัดกันเล่น รับส่ง และรุกรับกันอย่างเนียนตาเนียนหู และที่สำคัญเป็นการโชว์แบบ Funny Duet ที่เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้ครืนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นยังเป็นจริงดังค่ำน้องท่านว่า “ความสนุกของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ก็คือการได้ดูการประชันกันของบรรดานักดนตรีที่มีฝีไม้ลายมือใกล้เคียงกันบนเวที ในเครื่องดนตรีชนิดเดียวกัน” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้แอบกลับตอนช่วงที่โชว์พักครึ่งเมื่อจบองก์ที่สอง รีบบึ่งรถมาให้ทันนัดสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ให้รีบได้ไงครับ นัดน้องหงส์ไว้ทั้งคน คราวแรกว่าจะไปเจอที่คาร์ดิฟเลย แต่ไกลไปเลยขอต่อไปเจอแถวๆบางปะกอกแล้วกัน เธอก็ใจดีอนุญาต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอนำทุกท่านสู่สนามมิลเลเนียม สเตเดียม ณ กรุงคาร์ดิฟ ประเทศเวลส์ ผ่านทางจอตู้แถวๆบางปะกอกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกมส์นัดชิงชนะเลิศ ถ้วยเอฟเอคัฟ ประจำฤดูกาล 2005 – 2006 ระหว่างกระเด้าลมสีแดง กับ ขุนค้อนจอมทุบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนเริ่มเกมส์ยอมรับตรงๆว่าผมหวั่นๆ หวั่นใจเพราะไอ้ความเป็น “บอลต่อ” นี่แหล่ะครับ ใครก็รู้ว่าน้องหงส์ของผมใจอ่อนทุกทีเวลาเจอทีมอ่อนกว่า หรือภาษาวิชาการเรียกว่า “ติดประมาท” ก็ดูอย่างนัดที่เจอลูตัน ทาวน์รอบสามสิครับ แหมบักเจิดยิงนำทำเฉยๆ ตอนหลังโดนหมูกัด 3-1 ตาเหลือกคางเหลืองกันเลย ก่อนจะเอาตัวรอดมาได้ในสกอร์ 5 – 3 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นการผ่านด่านทั้งผีแดง และหอยทะเล (Shell - sea) มาได้ ก็นับว่าน้องหงส์ผมใช้สิทธิ์เบิกดวงเกินบัญชีมาใช้อีกแล้ว เหมือนๆกับปีที่แล้วในถนนสู่ถ้วยหูยาน รวมทั้งความห้าวของเหล่าขุนค้อนที่ประกาศตัวเป็น “The New Crazy Gang” เพื่อหวังจะตามรอยวิมเบิลดันที่เคยพลิกลอคล้มลิเวอร์พูลมาได้ในกาลก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูไปก็เซ็งกับฟอร์มการเล่นไป ตั้งเกมส์ไม่ค่อยได้ เสียบอลกันในแดนตัวเองง่ายจริงๆ ทั้งรีเซ่ เจอร์ราร์ด อลอนโซ่ ซิสเซ่ มีให้เห็นกันหมด สุดท้ายต้องมาชดใช้ด้วยการเสียประตูถึงสามประตูแบบไม่น่าเสีย (คาร์ร่าปราการหลังที่ดีที่สุดในอังฤษ? สกัดบอลเข้าประตูตัวเองด้วยท่าพิสดารกวางเหลียวหลัง, เรน่าทำฟอร์มประตูน้ำ รับลูกยิงตรงตัวของเอเธอริงตันกระฉอกเข้าทางแอชตันซ้ำกลิ้งหลุนๆหมุดเสาไป, และไอ้ลูกโยนย้อยยยยเสียบสามเหลี่ยมบนของคอนเซสกี้) แต่หงส์แดงก็ Never say die ตามมาทันที่ 3 – 3 ด้วยลูกวอลเล่ย์สุดสวยของซิสเซ่ที่วันนี้มาพร้อมสตั๊ดสองสีในครึ่งแรกและสีเขียวสะท้อนแสงในครึ่งหลัง … ใครสั่งใครสอนฟะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสองลูกตอปิโดของกัปตันเจิด เป็นข้อพิสูจน์อย่างแท้จริงว่ามันแปนิ่มๆไม่เป็น ด้วยการซัดซะตาข่ายกระจายในระยะสัก 12 หลาตีเสมอครั้งแรก และซัดลูกเก็บตกเกือบๆ 40 หลาในการตีเสมอครั้งที่สอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพในการชิงชนะเลิศแชมป์เปี้ยนส์ลิก แสนปาฏิหาริย์ ณ ค่ำคืนหนึ่งในอิสตันบูล ย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อเกมส์ต้องมาจบที่การดวลจุดโทษบีบหัวใจตัดสิน (ไม่ให้เหมือนได้อย่างไร ก็ตอนที่เรน่าปัดลูกโหม่งกระดอนด้วยปลายมือไปชนเสา หล่นมาเข้าทางแฮร์วูดวอลเล่ย์ด้วยซ้ายเบี้ยวออกข้างไปอย่างน่าเสียวไส้นั้น มันเหมือนกับภาพที่ดูเด็คเซฟลูกโหม่งของเชว่า แบบตัวเองยังไม่รู้ตัวอย่างกับแกะ และเป็นการเซฟครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดเวลาในการต่อเวลาพิเศษไม่กี่วินาทีเหมือนกัน เรียกว่าถ้าโดนลูกนั้นเข้าไปก็ปิ๊กแอนด์ฟิลด์มือเปล่าได้เลย … นอกจากนั้นภาพบรรดาผู้เล่นของทั้งสองทีม เขยกๆกันเดิน เขยกกันวิ่ง เพราะตระคริวถามหาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึงค่ำคืนในอิสตันบูลด้วยเหมือนกัน ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้ต้องบอกว่าหงส์แดงได้เก๋าจริงๆ   โดยยิงพลาดไปคนเดียว (ซามี่ ฮูเปีย เซนเตอร์เรือเกลือ … ที่ในเกมส์เกือบทำเซอร์ไพร์ซ ด้วยการล็อคหนีผู้เล่นเวสต์แฮมสองคน ก่อนลากตัดเข้ากลางแล้วซัดด้วยขวาข้างไม่ถนัดลูกไซด์ก้อยออกข้างไปอย่างได้ลุ้น ) ที่เหลือเก็บได้หมด ไม่ว่าจะเป็นฮามันน์ที่ยิงคนแรก น้าแกชัวร์จริงๆ เจอร์ราร์ด ที่ยิงอย่างกับในวินนิ่ง และไอ้ซ้ายตีนผี ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่  เหมือนเคยครับ ผมไม่กล้าดูปิดตาทุกครั้งที่หงส์แดงเป็นฝ่ายยิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์จริงๆว่า โฆเซ่ เรน่า นายทวารหน้าเด็กแต่ผมน้อย เลือดกระทิงคนนี้ เป็นเจ้าแห่งการเซฟจุดโทษจริงๆ ตามกิตติศัพท์และคำร่ำลือตั้งแต่สมัยค้าแข้งอยู่ในเมืองกระทิงดุ ทั้งกับบาร์เซโลน่าและบียารีล ด้วยการเซฟจุดโทษถึงสามครั้ง (บ๊อบบี้ ซาโมร่า พอล คอนเชสกี้ และแอนตอน เฟอร์ดินานด์ น้องชายถอดแบบของริโอ เฟอร์ดินานด์กองหลังพันล้านของแมนยู …เวสต์แฮมนี่ น้าหมี เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮมยิงเข้าคนเดียว) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/58683.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/58683.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครว่าฟ้าไม่ผ่าลงที่เดียวกันสองหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็ผมขอแปลงร่างเป็นแฟนปืนชั่วคราวครับ อยากแบ่งให้ปืนใหญ่สักถ้วยในการเจอกับบาร์เซโลน่า นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมป์เปี้ยนสลีก วันที่ 17 พฤษภาคมนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหมเสียดายโบโร่ ไม่น่าดวงแตกนัดชิงยูฟ่า คัพเลย ไม่งั้นปีนี้อังกฤษอาจกวาดเรียบ เอาฤกษ์เอาชัยก่อนไปเยอรมัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114754566679989106?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114754566679989106/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114754566679989106' title='24 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114754566679989106'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114754566679989106'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/05/blog-post_13.html' title='จากหอใหญ่ท่าพระจันทร์ สู่มิลเลเนี่ยม คาร์ดิฟ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>24</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114735366050178756</id><published>2006-05-11T06:03:00.000-07:00</published><updated>2006-05-11T09:42:29.590-07:00</updated><title type='text'>๑๑ พฤษภาคม วันปรีดี</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3007_resize.1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/400/CIMG3007_resize.1.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาลัยอาจารย์ปรีดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือวิญญาณเสรี  ชื่อปรีดี พนมยงศ์&lt;br /&gt;คือดาวที่ดำรง  อยู่คู่ฟ้าสถาวร&lt;br /&gt;คือเทียนที่ลาร้าง  แต่ส่องทางไว้สุนทร&lt;br /&gt;คือเกียรติที่กำจร  และจารใจผู้ใฝ่ธรรม&lt;br /&gt;คือแสงธรรมที่นำฉาย คือความหมายที่เลิศล้ำ&lt;br /&gt;คือผู้ประศาสน์คำ  “ธรรมศาสตร์และการเมือง”&lt;br /&gt;ผู้พลิกประวัติศาสตร์ ประชาราษฎร์ให้โลกเลื่อง&lt;br /&gt;คือเสรีรองเรือง  ระยับอยู่คู่ฟ้าดิน&lt;br /&gt;อาลัยท่านอำลา  จากประชาทั่วธานินทร์&lt;br /&gt;แต่เจตนาจินต์  จักสืบล่วงเป็นพลัง&lt;br /&gt;คือหรีดและมาลัย  จากดวงใจชนรุ่นหลัง&lt;br /&gt;สายใยไม่หยุดยั้ง  แต่ยังอยู่อย่างยืนยง&lt;br /&gt;แม่โดมจักผงาด  ธรรมศาสตร์จักดำรง&lt;br /&gt;ปรีดี พนมยงศ์  ประดับไว้ในใจชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ประพันธ์โดย “เฉินซัน” ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/DSC00172_resize.0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/400/DSC00172_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน&lt;br /&gt;พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี&lt;br /&gt;พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี&lt;br /&gt;แต่คนดีเมืองไทย ไม่ต้องการ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากท่านปรีดียังคงมีลมหายใจอยู่ ในวันนี้จะเป็นวันที่ท่านมีอายุครบ ๑๐๖ ปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้เลาๆว่า เมื่อย้อนไปสัก ๙ ปีก่อน ช่วงนี้เป็นเวลาที่ผมกำลังเนื้อเต้น กับสถานะ “เพื่อนใหม่” ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื้อเต้นจนจำไม่ได้ว่าได้ผ่านกิจกรรมอะไรมาบ้างในช่วงเวลานั้น ซึ่งก็น่าจะรวมถึงงานรำลึกท่านปรีดี ผู้ประศาสน์การคนแรกและคนเดียวของ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าว่าแต่ในห้วงเวลาของความเป็นเพื่อนใหม่เลยครับ แม้แต่ในสถานะของนักศึกษาเต็มตัวในปีต่อๆมา งานรำลึกท่านปรีดีทุกวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ของทุกปี ก็ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของผมเลย กระทั่งเมื่อท่านได้รับการยกย่องจากจากองค์การยูเนสโก (โดยข้อมติที่ ๕๘ ของการประชุมใหญ่เรื่องการฉลองวันครบรอบ (Celebration of Anniversaries) ของบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโลก) โดยประกาศให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก และทำการฉลองในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของท่าน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓(นอกจากท่านปรีดีแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก็ทรงได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปีดังกล่าวด้วยเช่นกัน) นั่นล่ะ งานรำลึก “วันปรีดี” จึงได้กลับมาอยู่ในความทรงจำของผมอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลังจากนั้นแล้ว เดือนพฤษภาคม ก็หลงเหลือแต่วันพืชมงคล และวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันหยุดนอนยาวราชการเท่านั้น ที่ผมคุ้นชิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้จึงถือเป็นโชคของผมจริงๆที่ได้กลับมาร่วมงานวันปรีดี เพื่อรำลึกถึงและ แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่านอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผมได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในตัวแทน (ด้วยวิธีสากลตามกฎหมาย คือ จับสลาก) ของสำนักงาน เพื่อมาร่วมงานดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดของงานในวันนี้ นอกจากจะมีการวางพานพุ่มเพื่อแสดงความรำลึกของหน่วยงานราชการต่างๆแล้ว ก็ยังมีไฮไลท์อยู่ที่การปาฐกถาพิเศษของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ วิพากษ์เกี่ยวกับทางเลือกทางรอด ของระบอบการปกครองไทย และความบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ก่อให้เกิดระบอบเผด็จการด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียว รายละเอียดเกี่ยวกับปาฐกถาไปหาอ่านกันเอาเองครับ (ฮาๆ สารภาพว่าแอบสัปปะหงกครับ ไม่ปะติดปะต่อและไม่รู้เรื่องพอจะถ่ายทอด … หัวไม่ถึงครับ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ในส่วนตัวของผม สำหรับงานวันนี้มีอยู่ ๒ เรื่องครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ผมได้ควักกระเป๋าตังค์ ซื้อโปสการ์ดรูปเก่าๆของธรรมศาสตร์ ของหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ที่เค้ารวบรวมเป็นเล่ม มาขายในสนนราคา เล่มละ ๑๕๐ บาท (วางขายทั่วไปตามศูนย์หนังสือจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ครับ) พร้อมกับแถมฟรีโปสการ์ด (ที่ไม่ได้เอารวมไว้ในเล่ม … ไม่รู้เพราะอะไร) อีก ๔ ใบ ใครอยากได้แบบไม่ตีตราไปรษณียากร ก็ไปหาซื้อเองตามแหล่งข้างต้น ส่วนใครอยากได้แบบตีตราไปรษณียากร พร้อมทั้งข้อความลายมือขยุกขยุย ของผม ก็ทิ้งที่อยู่ไว้ครับ (ฮาๆ)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/scan0005_resize.1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/scan0005_resize.1.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และปรีดี พนมยงศ์ ที่อิมพีเรียล คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ราวปี พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๑๘&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากโปสการ์ดแล้ว ผมยังได้เสื้อยืดคอกลม สกรีนภาพ “นกปรีดี” หรือ Chloropsis aurifrons pridii (เป็นชื่อนกชนิดย่อยหนึ่งของนกเขียวก้านตองหน้าผากสีทอง ที่สถาบันสมิธโซเนียนแห่งสหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายปรีดี พนมยงศ์ ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทย) อีก ๒ หน่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ หนังสือชื่อ “มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ” ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมข้อเขียนการเมืองในฐานะหนังสือพิมพ์ของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ อีกหนึ่งหน่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“…นักศึกษาและบัณฑิตของ ม.ธ.ก. มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา&lt;br /&gt;มิใช่เพราะเหตุแต่เพียงว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้&lt;br /&gt;เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้ เขารักมหาวิทยาลัยนี้&lt;br /&gt;เพราะว่ามีธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่นๆ&lt;br /&gt;รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่กักกันเขาไว้ในอุปาทาน&lt;br /&gt;และความคิดที่จะเอาแต่ตัวเองรอดเท่านั้น&lt;br /&gt;     ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุหลาบ สายประดิษฐ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความจารึกบริเวณทางเข้าหอประชุม “ศรีบูรพา”&lt;br /&gt;จากบทความ “ดู นักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว”&lt;br /&gt;พิมพ์ครั้งแรก วารสารธรรมจักร&lt;br /&gt;สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง&lt;br /&gt;๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๕&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความข้างต้นปรากฏบนปกด้านหลังของหนังสือดังกล่าวครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ผมได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม “หอประวัติศาสตร์เกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” บริเวณชั้น ๓ ของอาคารโดม ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หอประวัติศาสตร์ฯ นี้เป็นสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และเกียรติยศของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น ๘ พื้นที่ แต่ละพื้นที่นั้นได้บอกเล่าความเป็นธรรมศาสตร์ ผ่านเหตุการณ์ ห้วงเวลา ตั้งแต่อดีตยุคตลาดวิชา ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของมหาวิทยาลัย รวมไปถึงบรรดาศิษย์เก่าคนสำคัญๆของมหาวิทยาลัยด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ บอกก่อนว่าหอประวัติศาสตร์ฯ นี้เปิดบริการให้ทุกท่านเข้าเยี่ยมชม ในวันอังคาร และ พฤหัสของแต่ละสัปดาห์ เวลา ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. ถึง ๑๔.๐๐ น. โดยจะมีน้องๆนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์อาสาเป็นไกด์และปฏิคม นำชมและเล่าเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนี้ด้วยความเหลวไหลของผม ทำให้ผมลืมกล้องไว้บนยานพาหนะ จนทำให้ไม่สามารถบันทึกภาพภายในหอประวัติศาสตร์ฯ มาให้ชมกันได้ ถ้ามีโอกาสในคราวหน้ารับรองว่าไม่พลาดครับ และนอกจากนั้นคงจะหาโอกาสเข้าไปบันทึกภาพในพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์ที่อยู่ใกล้ๆกันด้วย อยากได้ภาพรูปจำหลักครึ่งตัวของ โรแลงค์ ยัคแมงค์น่ะครับ (ส่วนตัวๆ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นวันนี้ผมยังถือโอกาสแอบเก็บภาพมุมต่างๆของมหาวิทยาลัย ที่ ณ พ.ศ. นี้ภายใต้การนำของ อธิการบดีที่ชื่อ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ได้พยายามปรับปรุงภูมิทัศน์ภายใน และโดยรอบมหาวิทยาลัย จนกระทั่งบางมุมจำไม่ได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3036_resize.0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3036_resize.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟากฟ้าครามงามประกายเฉิดฉายโดม&lt;br /&gt;รับแสงโสมส่องหล้ารุ่งราศี&lt;br /&gt;เหนือลำน้ำเจ้าพระยาพาชีวี&lt;br /&gt;เริงฤดีคลื่นขับกล่อมยิ่งน้อมใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/CIMG3027_resize.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/CIMG3027_resize.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แม่โพธิ์ร่มห่มพื้นแผ่นดินธรรม&lt;br /&gt;ร่มประจำธรรมศาสตร์ทุกสมัย&lt;br /&gt;แม่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเท่าไร&lt;br /&gt;เป็นแม่ใหญ่ร่มเหย้าเจ้าพระยา&lt;br /&gt;หลายสิบปีธรรมศาสตร์ประกาศศักดิ์&lt;br /&gt;ลูกแม่โดมประจักษ์ตระหนักค่า&lt;br /&gt;คิดถึงร่มโพธิ์พสุธา&lt;br /&gt;จะกลับมาเยี่ยมบ้าน เยี่ยมลานโพธิ์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมด้วยครับ ตอนนี้ต้องเรียกท่านว่า “ศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส” แล้วครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114735366050178756?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114735366050178756/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114735366050178756' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114735366050178756'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114735366050178756'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/05/blog-post_11.html' title='๑๑ พฤษภาคม วันปรีดี'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114639894319504331</id><published>2006-04-30T04:42:00.000-07:00</published><updated>2009-08-26T01:56:30.585-07:00</updated><title type='text'>ที่สุดในรอบปี</title><content type='html'>ต้องยอมรับครับว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การเขียนบล็อกถือเป็นงานอดิเรกของผมอย่างจริงจังและแท้จริง หลังจากที่เอาเวล่ำเวลาไปทิ้งน้ำเสียโขอยู่ ซึ่งคนที่ถือว่ามีบุญคุณกับผม ด้วยการชักนำผมให้พบกับไอ้นวัตกรรมบนโลกไซเบอร์นี้ก็หนีไม่พ้น &lt;a href="http://pinporamet.blogspot.com/"&gt;คุณปิ่น ปรเมศวร์ &lt;/a&gt;ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง คือ&lt;a href="http://etatdedroit.blogspot.com/"&gt;คุณนิติรัฐ &lt;/a&gt;และคุณนิติรัฐก็ส่งผ่านแรงบันดาลใจนั้นมาให้ผมอีกทอดหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่วันที่เริ่มส่งตัวอักษรตัวแรกสู่โลกแห่งบล็อกเกอร์ จนถึงวันนี้ก็นับได้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มในวันนี้พอดี (1 พฤษภาคม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความเห็นพ้องกับไอเดียสุดบรรเจิดของสหายรัก ที่ประสงค์จะรวบรวมเอาบล็อกครั้งเก่าก่อนในรอบปีที่ผ่านมา นำมารวมตัวไว้ในหน้าแรกอีกครั้ง ทำนองเพื่อระลึกถึงความทรงจำ และได้ย้อนกลับไปอ่านงานเก่าๆ รวมทั้งร่องรอยแห่งการเยี่ยมเยือนของ ทั้งผู้ปรากฏนาม และไม่ประสงค์จะออกนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงเขียนบล็อกตอนนี้ขึ้น แต่เพื่อไม่ให้เป็นการลอกความคิดของสหายรักแบบโจ๋งครึ่ม จึงขอทำในแนวของ “รวมฮิต” แบบที่เค้าทำๆกันแถวจอทีวี ยามเมื่อโอกาสครบรอบอายุรายการ หรือวาระดิถีขึ้นปีใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาดูกันดีกว่าครับ ว่าในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ในความคิดของผม บล็อกตอนไหนที่จะจัดได้ว่า “ที่สุด” ในเรื่องใดบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ระเบิดระเบ้อที่สุด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้คงต้องยกให้กับบล็อกตอนพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่วายเว้นแม้กระทั่งชุมชนสมมติออนไลน์ของพวกเราด้วย บล็อกแทบระเบิดด้วยบรรดาความเห็นที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยหลักการและแง่คิดของแต่ละบุคคล รวมไปถึงอารมณ์ด้วยพอเป็นกระสายยาซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการถกเถียงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://ratioscripta.blogspot.com/2005/07/blog-post_18.html"&gt;ตัวประกันกำมะลอ&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114639894319504331?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114639894319504331/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114639894319504331' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114639894319504331'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114639894319504331'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/04/blog-post_30.html' title='ที่สุดในรอบปี'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114633643889665555</id><published>2006-04-29T11:46:00.000-07:00</published><updated>2006-04-29T11:47:18.903-07:00</updated><title type='text'>ลมหายใจรวยรินของร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่ง</title><content type='html'>ตามปกติผมเป็นพวกวงจรชีวิตซ้ำเดิม ทำอะไรก็จะทำแบบเดิม เที่ยวที่ไหนก็เที่ยวที่เดิม เดินทางเส้นไหน ก็จะใช้เส้นเดิม กินร้านไหนก็จะกินร้านเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แลดูเป็นพฤติกรรมชีวิตที่น่าเบื่อ แต่สำหรับผม…มันก็น่าเบื่อจริงๆครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในความน่าเบื่อดังกล่าว หากมองอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นความท้าทายนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ผมบ้าหรือเพี้ยน ไอ้สิ่งที่ทำๆข้างต้นไม่เห็นมันจะน่าท้าทายตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เพราะไอ้วิถีชีวิตซ้ำเดิมนี่แหล่ะครับ หากวันใดขยับออกนอกวงรอบเดิมนิดเดียว มันก็ท้าทายแล้วนี่หน่า ถูกไหมครับ แล้วไอ้คนพรรค์อย่างผม หากลองจะก้าวเท้าออกนอกวงรอบซ้ำเดิมของตัวเอง แม้แต่เพียงเล็กน้อย มันก็คงต้องใช้ความกล้าหาญ มากกว่าคนอื่นๆ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าท้าทายได้อย่างไรครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานที่บันเทิงใจ หรือพักผ่อนหย่อนใจของผม ก็คงหนีไม่พ้นสถานที่เดียวกันกับบรรดามนุษย์กระป๋อง ไร้ทางเลือก ไอ้พวกชอบสั่งเมนู “ข้าวผัดสิ้นคิด” หรือ “บะหมี่หมดหนทาง” หรือไม่ก็ไอ้พวก “เหมือนเดิมที่นึง” และ ไอ้พวก “เหมือนกัน” นี่แหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห้างสรรพสินค้าครับ โธ่ จะไม่ให้สิ้นคิดได้อย่างไร ก็มีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรรนี่ แถมประหยัดไฟไม่ต้องเสียค่าแอร์ที่บ้าน ยามอากาศร้อนระเบิดระเบ้อขนาดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิจกรรมประจำที่ผมมักทำเสมอเวลาไปเยี่ยมเยือนเมกกะสโตร์อย่างเซ็นทรัลพระรามสอง (ห้างดังที่ตั้งตัวเองใกล้กับนิวาสถานของผมที่สุด)  ก็หนีไม่พ้น กินข้าว (ที่ร้านเดิมๆ) ดูหนัง (โรงหนังเดิมๆ – มีอยู่โรงเดียว ) ซื้อของ (อันนี้เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ค่อยซื้อร้านเดิม และไม่เคยซื้อชิ้นเดิม ฮ่าๆ) และที่ขาดไม่ได้คือ ซื้อหนังสือ และซีดีเพลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความผูกพันระหว่างผมกับหนังสือ ไม่ได้ลึกซึ้งยาวนานอะไร จึงไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่า “นักอ่าน” แค่ คน“ชอบอ่าน” เท่านั้น จำความได้ว่า สมัยเด็กๆ ผมชอบนั่งรถ (บัดนี้ก็ยังชอบอยู่ และพัฒนามาเป็นชอบขับรถด้วย) และก็ชอบมองป้ายโฆษณา แม่กับพ่อเล่าให้ฟังว่าผมชอบนั่งอ่านออกเสียงถึงบรรดาข้อความที่บรรจุอยู่ตามป้ายโฆษณาที่อยู่ตามข้างทางยามเราเดินทางผ่านมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือในวัยเด็กของผม ก็หนีไม่พ้นการ์ตูน จำพวกดาร์ก้อนบอล โดเรมอน อ่อ ที่ผมอ่านแบบจริงจัง คือ ขายหัวเราะ มหาสนุก เบบี้ และหนูจ๋าครับ สำหรับขายหัวเราะและมหาสนุก ผมจำได้ว่า ต้องอ้อนขอเงินพ่อปีละ 400 เพื่อสมัครเป็นสมาชิกของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นเลยทีเดียว เพียงเพราะต้องการเสื้อยืดสมาชิกที่เป็นลายเส้นของบรรดานักเขียนที่ผมชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น นิค ต่าย ต้อม หมู นินจา เดีย เฟน อาวัฒน์ ฯลฯ จำได้ว่าเป็นสมาชิกรายปีเหนียวแน่นได้ประมาณสี่ปีจึงเลิกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อครั้นรู้เดียงสา ผมกับหนังสือก็เป็นอันแยกทางกันไป ผมจำไม่ได้ว่าผมอ่านหนังสือเล่มไหน หรือซี่รี่ย์ไหนจริงๆจังๆ อีกเลย หลังจากวัยประถมล่วงเลยมา วันๆผมใช้ชีวิตเล่นซนกับหมู่เพื่อน และลูกหนังกลมๆ มากกว่าที่จะมาจ่อมจมอยู่กับหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือเรียนของผม ขอโทษครับ กลีบโง้งทุกเล่ม ไม่เคยเปิดเลยสักหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือที่อยู่ในความทรงจำของผมก่อนจบมัธยมปลาย มีอยู่เพียงไม่กี่เล่ม เช่น ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน แดร็กคิวล่า ของ บราม สโตร้กเกอร์  และบรรดาซีรีย์ของ “อีแร้ง” ในนาม “บินแหลก” อีกประมาณสองสามเล่มเท่านั้น นอกจากนั้นไม่อยู่ในความทรงจำของผมเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่าโลกของหนังสือกับผมได้เวียนมาบรรจบกันอีกครั้ง เมื่อผมเรียนชั้นปริญญาตรี จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่ผมได้มีโอกาสเรียนวิชา “สหวิทยาการมนุษยศาสตร์” โอ้ พระเจ้า ชื่อวิชาไม่สามารถทำให้ผมคาดเดารูปโฉมโนมพรรณ หรือสารัตถะของวิชาดังกล่าวได้เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เป็นวิชาดังกล่าว ที่พาให้ผมรู้จักกับ “เจ้าชายน้อย” และ “โลกของโซฟี” โดยเฉพาะเล่มหลัง น่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหลงเสน่ห์ของตัวอักษรบนกระดาษ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นผมก็ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ศูนย์หนังสือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตมากขึ้น บ่อยขึ้น ในช่วงเวลาต่างๆของแต่ละวัน แม้จะเป็นร้านหนังสือขนาดไม่ใหญ่มาก ปริมาณหนังสือยังไม่มากนักและการจัดชั้น หมวดหมู่หนังสือจะยังไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าไหร่ แต่แอร์ที่เย็น และหนังสือมากหน้าหลายตา ก็ได้ตรึงความสนใจให้ผมแวะเวียนไปรู้จักเพื่อนใหม่ และกระชากเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ผมได้ไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่แอบอ่านฟรี แล้วไม่ได้ซื้อก็มีนะครับ ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเซนเล่มหนึ่ง ทำนองนิทานภาพ เล่มไม่หนาไม่บาง อ่านจนจบเล่มเลย น่าจะเป็นเล่มแรกและเล่มเดียวที่ผมสามารถอ่านจบในร้านหนังสือโดยไม่หยิบฉวยออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เจ้าว่าพระจันทร์กับพระอาทิตย์ อะไรสำคัญต่อมนุษย์อย่างเรากว่ากัน” อาจารย์เซนถามศิษย์น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พระอาทิตย์สิครับอาจารย์ ในเมื่อทั้งเรา สรรพสิ่งในโลกล้วนอาศัยแสงจากอาทิตย์ ในการดำรงอยู่ทั้งนั้น” ศิษย์น้อยเอื้อนเอ่ยตอบคำถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เจ้าผิดแล้ว” อาจารย์กระชากอารมณ์ “พระจันทร์ต่างหากเจ้าศิษย์น้อยเอ๋ย” อาจารย์เฉลยเอ่ยคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เหตุใดขอรับอาจารย์” ศิษย์วิงวอนขอคำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็เพราะเราต้องการแสงสว่างในยามค่ำคืนน่ะสิ” อาจารย์ตอบ แล้วหันหลังเดินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเดียวที่ติดหัวผมจากวันที่ยืนอ่าน จนถึงวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากวันนั้นชีวิตของผมก็มีโอกาสได้ต้อนรับหนังสือเล่มเล็กเล่มน้อย ยันไปถึงเล่มยักษ์ อยู่เสมอๆ แล้วแต่กำลังทรัพย์จะเอื้ออำนวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานสัปดาห์หนังสือ จึงเป็นอีกมหกรรมหนึ่งที่ผมมักไม่พลาด (แต่ปีนี้พลาดไปแล้ว) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เดิมผมเคยมองญาติผู้พี่ ด้วยสายตาแห่งความสงสัยและไม่เข้าใจ ยามที่เห็นเขาเฝ้าคอยวิ่งตามหาแสตมป์ และเหรียญกษาปณ์ ลายแปลกๆ และหายาก มาสะสมอยู่เสมอๆ เก็บไปก็นั่งยิ้มนอนยิ้ม ลูบๆคลำๆ ไป รวมทั้งร้องไห้สะอึกสะอื้นจะเป็นจะตาย ยามสมุดสะสมของรักหายไปอย่างลึกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ วันนี้ผมเข้าใจอาการเหล่านั้นแล้วครับ เมื่อยามที่ผมนั่งมองหนังสือที่อยู่ในตู้ ในชั้น บนโต๊ะทำงาน โต๊ะคอมพิวเตอร์ มุมห้อง ใต้โต๊ะรับแขก ในห้องน้ำ (ผมพกขายหัวเราะ มหาสนุกเล่มเก่าๆในอดีตไว้ในห้องน้ำครับ อ่านเป็นยาระบายอ่อนๆ) ความรู้สึกของผมคงไม่ต่างจากญาติผู้พี่คนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ยามที่ผมเดินทางไปเยี่ยมเยือนห้างใหญ่ จึงไม่มีสักครั้งที่ผมจะไม่แวะเวียนไปผลุบโผล่ตามร้านหนังสือต่างๆที่มีอยู่ราว สี่ถึงห้าร้าน แม้ร้านนายอินทร์ จะเป็นร้านที่ผมคิดว่ามีหนังสือเยอะ และน่าสนใจที่สุด (ในบรรดาสี่ห้าร้านนั้น) แต่ร้านที่ผมแวะไปเยี่ยมบ่อยที่สุดกลับเป็นร้าน “Book Club” ซึ่งเป็นร้านหนังสือขนาดกระทัดรัด ปริมาณหนังสือไม่มากนัก แต่ที่นี่เป็นที่แรกและที่เดียวที่เชื้อเชิญให้ผมเป็นสมาชิก พร้อมมอบบัตรสมาชิกรายปีให้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แม้บัตรจะหมดอายุไปแล้ว พี่เจ้าของร้านก็ต่ออายุให้อีกหนึ่งปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งละเล่ม สองเล่ม จึงมีให้เห็นประจำยามผมแวะไปเยี่ยมร้านนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมแวะไปทำธุระเล็กน้อยที่ห้างใหญ่ และก็ไม่ลืมชวนตัวเองไปเยี่ยมเยือนร้านหนังสือเล็กๆ ร้านนี้เช่นเคย แวบแรกที่เห็น รู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ เพราะมีกองหนังสือระเกะ ไร้ระเบียบมากมาย ในใจก็คิดแต่เพียงว่า พี่ๆน่าจะกำลังจัดหนังสือ หรือเช็คสต๊อกหนังสือ แต่เมื่อเดินเลือกหนังสือได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงพี่เจ้าของร้านเชื้อเชิญแขกผู้มาเยี่ยมเยียนรีบหยิบฉวยหนังสือจากร้านในราคาพิเศษสุด พร้อมกับการกล่าวว่านี่คือ “โอกาสสุดท้าย” แล้วที่ท่านจะหาซื้อหนังสือจากร้านหนังสือเล็กๆแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้โอกาสก็เลยเดินเข้าไปสอบถามพูดคุยกับพี่เจ้าของร้าน ได้ความว่า สู้ค่าเช่าของห้างใหญ่ไม่ไหว รายรับแต่ละเดือนน้อยลงอย่างมาก ฟางเส้นสุดท้ายก็คืองานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา เพราะคนแห่ไปซื้อ หรือรอเพื่อที่จะซื้อหนังสือจากงานสัปดาห์หนังสือ โดยปล่อยให้ร้านเล็กๆนี้แห้งเหี่ยวอยู่ในห้างใหญ่เพียงลำพัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับว่าเสียดายนะครับ (เสียดายเพราะบัตรเพิ่งต่ออายุไปไม่กี่เดือน ฮ่าๆ – แม้ร้านหนังสือดังกล่าวจะเหลือสาขาอีกสาขาหนึ่ง และเป็นสาขาเดียว แต่โน่นครับ เซ็นทรัลลาดพร้าว คนละทิศคนละทางกับที่พักผมเลยครับ) แม้จะไม่ได้ผูกพันกันอย่างนับญาติ แต่การยุบตัว ปิดตัวไปของร้านหนังสือ มันแสดงให้เห็นถึงอะไรบางอย่าง ผมไม่ใช่คนทำหนังสือเป็นอาชีพจึงไม่อาจรับรู้ถึงเหตุผล อารมณ์และความรู้สึกของคนทำหนังสือและคนขายหนังสือ รวมทั้งความจำเป็นของการต่อสู้ เพื่อดำรงตนให้อยู่รอดได้ในบรรณพิภพ แต่เมื่อมองจากคนนอกแล้วก็รู้สึกเหี่ยวใจชอบกล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความใฝ่ฝันของผมอย่างหนึ่ง ก็คือการเปิดร้านหนังสือเล็กๆของตัวเอง (ตอนแรกไม่เจียมตัวอยากเปิดโรงพิมพ์เลยครับ ฮ่าๆ แต่ท่าทางจะไปไม่รอด) ไม่ได้ทำเพื่อเน้นผลทางธุรกิจ โดยอาจจะเลือกหนังสือเฉพาะแนวที่ผมเองสนใจ หนังสือที่ดี (เนื้อหาดีไม่ดีนี้วัดยากเอาเป็นว่าแนวที่ผมชอบ ฮ่าๆ แต่ผมชอบรูปเล่มที่ดี ทน สวย เก็บไว้ได้นานๆ) โดยอาจจะเอาหนังสือที่ตัวเองสะสมมาตลอดชีวิต (จนถึงเวลานั้น) มาไว้อีกมุม ให้อ่านกันฟรี แต่คงไม่ถึงกับทำระบบยืมหนังสือหรอกครับ ไม่อยากปวดหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะมีคอฟฟี่ชอปเล็กๆ สักมุม ไว้ให้คอกาแฟ (ผมเชื่อเล็กๆว่า คอหนังสือมักเป็นคอกาแฟด้วย ไม่มากก็น้อยล่ะ) หรืออาจจะมีมุมดูหนังฟังเพลง อีกสักมุม ก็คงเหมือนกัน คือแนวที่ผมชอบ ฮ่าๆ เรียกได้ว่าจัดร้านตามใจเจ้าของร้านเป็นหลัก ไม่ง้อลูกค้า ผมเพียงต้องการเมื่อยามแก่ตัวแล้ว เราได้อยู่กับสิ่งที่เราชอบ ได้คุยกับคนคอเดียวกัน เงียบๆ เล็กๆ ง่ายๆ ไม่ต้องทำกำไร แค่ดูแลตัวเองได้ก็พอ  และผมสามารถเฝ้าร้านได้ทั้งวัน (เช่นเดียวกับลูกค้าผมก็คงนั่งอ่านได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกลัวอาโกถือไม้ปัดแมงวันมาไล่) โดยไม่อนาทรร้อนใจเร่งรีบ เหมือนเปิดตึกทำการค้าอาหารตามสั่ง และไม่ต้องใช้ลูกจ้างมากมาย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กลับมาสู่โลกแห่งความจริงกันก่อนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ผมมีปัญหาหนักๆเกี่ยวกับการอ่านหนังสือหลายประการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ผมอ่านหนังสือไม่ค่อยจะจบ ไม่ว่าจะเล่มเล็ก บาง ขนาดไหนก็ตาม&lt;br /&gt;2. ผมอ่านหนังสือไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ทำนองขาดสมาธิอย่างสิ้นเชิง แม้จะพ้นจากข้อแรกมาแล้ว ก็มาเผชิญข้อสองนี่แหล่ะ&lt;br /&gt;3. ผมไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ นอกจากไม่มีเวลาจริงๆแล้ว ผมว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ผมทำตัวให้ตัวเองไม่มีเวลามากกว่า เป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ แต่ผมก็ใช้มันตลอดมา &lt;br /&gt;4. พักหลังผมอ่านหนังสือแบบจำเป็นต้องอ่าน มากกว่าเพราะอยากอ่าน&lt;br /&gt;5. ผมซื้อหนังสือมากกว่าผมอ่านหนังสือ จนทุกวันนี้มีหนังสือที่นอนนิ่งอยู่ในห้องผมโดยที่ผมยังไม่เคยเปิดอ่านมันเลย อยู่เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของปริมาณหนังสือทั้งหมดที่ผมมีอยู่ แต่ผมก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า ผมอาจจะได้อ่านมันยามที่ผมมีเวลาว่างในชีวิตจริงๆ นั่นก็คือ 1) ตอนบวช กับ 2) หลังเกษียณ ข้อนี้น่าจะเป็นเหมือนคนอื่นๆที่ชอบหนังสือก็คือ ซื้อไว้ก่อน จะหาเวลาอ่านเมื่อไหร่อีกเรื่อง ทำนองมีแล้วอุ่นใจ เพราะกฎทองของการซื้อหนังสือข้อหนึ่ง ก็คือเมื่อผ่านมันไปแล้ว เวลาจะกลับมาหาอีก ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแต่ว่า เมื่อได้เวลาหง่อมกันแล้ว จะมีใครไม่กลัวลำบากตอนแก่หลวมตัวเป็นหุ้นส่วนกับผมบ้างล่ะเนี่ย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114633643889665555?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114633643889665555/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114633643889665555' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114633643889665555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114633643889665555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/04/blog-post_114633643889665555.html' title='ลมหายใจรวยรินของร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่ง'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114450295412893908</id><published>2006-04-08T06:19:00.000-07:00</published><updated>2006-04-08T06:29:14.140-07:00</updated><title type='text'>อารยะขัดขืน ขัดขืนอย่างอารยะ</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/Sans%20titre.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ได้อ่านหลักการเกี่ยวกับการ “ดื้อแพ่ง” หรือ “อารยะขัดขืน” ของคุณ &lt;a href="http://nazkull.blogspot.com/2006/04/blog-post.html"&gt;tanusz &lt;/a&gt;แล้ว น่าสนใจทีเดียวครับ เลยเก็บมาคิด และลองนำแว่น “กฎหมายอาญา” ที่ผมมีอยู่แว่นเดียวในทางกฎหมาย ฮ่าๆ มาส่องดู ก็พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการ “วินิจฉัยความผิดอาญา” ของ รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์หนุ่มใหญ่มาดศิลปินแห่งรั้วสิงห์ดำจามจุรี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมแค่ลองคาดการณ์ หรือเรียกตามศัพท์วิชาการว่า “เดา” ดูน่ะครับ ว่าในการพิจารณาวินิจฉัยความผิดอาญาในศาลนั้น ศาลท่านจะมีความเห็นเป็นประการใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ลองเดาๆไปพร้อมๆผมมั๊ยครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นว่าเมื่อคดีผ่านจากอัยการแล้ว (โดยสันนิษฐานว่าอัยการท่านมีความเห็น “สั่งฟ้อง” นะครับ แต่งานนี้ไม่แน่อาจจะมีเซอร์ไพรซ์ขโมยซีนศาลด้วยการที่อัยการท่านอาจใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง – ยืนยันว่าอัยการบ้านเรามีดุลพินิจตามกฎหมายที่จะสั่งไม่ฟ้องคดีเพื่อความยุติธรรมได้นะครับ ) เมื่อมาถึงศาลแล้ว ศาลท่านจะวางแนวในการพิจารณาคดีนี้อย่างไร ลองดูครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อการกระทำ "ดื้อแพ่ง" คือการ "จงใจ" หรือ "เจตนา" กระทำผิดกฎหมาย เพื่อประท้วงอำนาจรัฐที่ตนเห็นว่าไม่ชอบธรรม องค์ประกอบแรกคือต้องมีการ "กระทำผิด" กฎหมายเสียก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;และบังเอิญไอ้กฎหมายการเลือกตั้ง สส สว มันดันมีข้อห้ามเกี่ยวกับการทำลายบัตรเลือกตั้งด้วย และบังเอิญข้อห้ามนั้น กำหนด "โทษทางอาญา" ไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;มันก็เลยหนีไม่พ้นการวินิจฉัย "ความผิดอาญา" หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การกระทำของผู้กระทำ เป็น "ความผิดอาญา" หรือไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เรื่ององค์ประกอบความผิดอาญาทั้งภายนอกภายใน ผมว่าน่าจะชัดเจน คือ ผิดครับ เพราะอาจารย์ท่านได้กระทำการอันเป็นการทำลายบัตรเลือกตั้ง โดยเจตนาโดยรู้อยู่ว่าบัตรนั้นเป็นบัตรเลือกตั้ง รู้อยู่ว่าการ "ฉีก" คือการทำลาย และมุ่งหวังโดยแท้ให้ผลเสียหาย (บัตรฉีกขาด ถูกทำลาย) นั้นเกิดขึ้น และพอใจที่จะยอมรับผลเช่นนั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ต้องมาดูว่า การกระทำดังกล่าวของอาจารย์ ท่านมี "ความชอบธรรม" หรือ "อำนาจกระทำ" แค่ไหนเพียงไรในการกระทำครั้งนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นนี้นี่แหล่ะครับ ที่ดื้อแพ่ง หรืออารยะขัดขืน ขัดขืนอย่างมีอารยะจะเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คำถามก็คือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดในเรื่อง "อารยะขัดขืน" หรือ ดื้อแพ่งดังกล่าวข้างต้นนั้น ถือเป็นที่มาของ "อำนาจกระทำ" ของอาจารย์ไชยันต์หรือไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ตามปกติที่มาของอำนาจกระทำ หรือ สิทธิอันชอบธรรมที่จะกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดนั้น มักจะมีที่มาจากตัวบทกฎหมายเอง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความใดๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;สรุปก็คือ กฎหมายมักรองรับอำนาจกระทำของผู้กระทำไว้ผ่านตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษร &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แล้วถามว่ากฎเกณฑ์แห่งกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรล่ะ เป็นที่มาของอำนาจกระทำ หรือสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้หรือไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คำตอบก็คือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ได้ครับ เพราะข้อเรียกร้องทางกฎหมายอาญาที่ต้องให้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น จำกัดแต่เฉพาะกฎหมายที่จะ "เอาผิด" ผู้กระทำเท่านั้น หาได้เรียกร้องรวมไปถึงกฎหมายที่จะ "ให้อำนาจ" แก่ผู้กระทำด้วยไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นบุคคลจึงอาจยกเอา "จารีตประเพณี" หรือแม้แต่ "หลักกฎหมาย" มาเป็นข้ออ้างแห่งอำนาจกระทำของตนเองได้ ซึ่งเท่ากับจะทำให้การกระทำนั้น "ไม่เป็นความผิด" ไปเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คำถามสองข้อหลักเกี่ยวกับกรณีที่เรากำลังพิจารณากันอยู่เท่าที่ผมจะคิดออกก็คือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;1. ฐานะทางกฎหมายของหลัก “ดื้อแพ่ง” งานนี้ทีมทนายของอาจารย์ไชยันต์ ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ดื้อแพ่งนั้นอยู่ในฐานะใดของ “ระบบกฎหมาย” ได้รับการรับรองไว้ในกฎหมายลายลักษณ์อักษรมาตราใดหรือไม่ หลายคนหยิบยกมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ขึ้นมา ถ้าหยิบยกเอามาตรา 65 มา ก็ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการกระทำของอาจารย์ไชยันต์นั้น ครบตามองค์ประกอบที่ มาตรา 65 เรียกร้อง นั่นก็คือ การกระทำของอาจารย์ต้องทำไปเพื่อ “ต่อต้าน” “การกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ข้อนี้ผมเห็นว่างานช้างครับ ง่ายๆคือ อาจารย์ไชยันต์และทีมทนาย ต้องแสดงให้ศาลเห็นด้วยว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานี้ เป็น “การกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ปาดเหงื่อกันทีเดียวครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าไม่ยกเอา “กรอบ” ของมาตรา 65 มาต่อสู้ อีกหนทางหนึ่ง อาจารย์และทีมทนายก็ต้องยกเอา “หลักกฎหมาย” ที่ยืนยงอยู่ “หลัง” กรอบ หรือ “ตัวบทลายลักษณ์อักษร” ของมาตรา 65 มาต่อสู้ครับ นั่นก็คือพระเอกของเรา หลัก “ดื้อแพ่ง” หรือ “อารยะขัดขืน” นั่นเอง คราวนี้งานหนักที่ต้องทำก็คือ อาจารย์ต้อง “สกัด” หลักที่อยู่หลังตัวอักษรเหล่านั้น ออกมาให้ศาลเห็น จะทำอย่างไร จะเป็นอย่างไร สุดปัญญาของผมครับ เอาเป็นว่า ผมขอยกตัวอย่างจริงที่มีในประมวลกฎหมายอาญาให้ท่านทั้งหลายพิจารณาประกอบก็แล้วกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ในกฎหมายอาญามีบทบัญญัติที่ให้ “อำนาจกระทำ” แก่แพทย์ในการทำแท้งหญิง โดยไม่เป็นความผิดฐานทำแท้ง โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ การทำแท้งของแพทย์นั้น แพทย์ต้องทำไปเพื่อ “รักษาชีวิต” ของแม่ เหตุเพราะการตั้งครรภ์นั้นเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงแก่สุขภาพ หรือชีวิตของแม่ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่หากคดีที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่กรณีที่แพทย์ทำแท้งหญิงล่ะครับ แต่เป็นการที่แพทย์ตัดขาคนไข้เพื่อรักษาชีวิตของเขา เนื่องจากแผลติดเชื้อ หากไม่ตัดขา พิษจะลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้คนไข้ถึงแก่ชีวิต หมอตัดสินใจตัดขาคนไข้ไป ถามว่าการกระทำของหมอเป็นการทำร้ายร่างกายหรือไม่ ครบแน่นอนทุกประการครับ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แล้วการกระทำของหมอ หมอมีสิทธิอันชอบธรรม หรือมีอำนาจกระทำหรือไม่ (ขอออกตัวก่อนนะครับงานนี้ผมก้าวพ้นหลัก “ความยินยอมยกเว้นความผิด” หรือ volunti non fit injuria ไปแล้วนะครับ เพราะผมไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว เหตุผลเป็นอย่างไรนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;กรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลกฎหมายอาญารับรองไว้โดยชัดแจ้งเลย แต่หากเราลองค้นลงไปในหลักการเบื้องหลังของ บทบัญญัติที่ให้อำนาจแพทย์ทำแท้งหญิงข้างต้นจะพบว่านั่นเป็นกรณีเดียวกันครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;นั่นก็คือ “การทำร้ายสิ่งที่ด้อยค่ากว่า เพื่อรักษาสิ่งที่สูงกว่า” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;หลักที่ว่าข้างต้น ทางกฎหมายอาญาเรียกว่า หลัก “ความจำเป็นที่กฎหมายยอมรับ” หรือ “ความจำเป็นที่ชอบด้วยกฎหมาย” นั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;กรณีทำแท้งนั้นน่าสนใจตรงที่ ในเยอรมันก่อนปี ค.ศ. 1927 ตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจแก่แพทย์ในการทำแท้งหญิงเพื่อรักษาชีวิตหญิงไว้ เหมือนดังปัจจุบันนี้ และครั้งนั้นได้มีแพทย์ถูกจับกุมเพื่อดำเนินคดีจากการกระทำดังกล่าว น่าสนใจตรงที่ศาลท่านงัดหลัก “ความจำเป็นที่กฎหมายยอมรับ” นี้ออกมา จะเรียกว่า ท่านสร้างหลักกฎหมายนี้ขึ้นมาเพื่อยกเว้นความผิด หรือ เพื่อบ่งว่าการกระทำของแพทย์ ไม่เป็นความผิด หรือไม่ใช่อาชญากรรมก็ได้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ลูกในครรภ์มีค่าน้อยกว่าชีวิตแม่ฉันใด ขาหรือเพียงอวัยวะของคนไข้ ย่อมมีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนไข้ฉันนั้น และเหนือสิ่งอื่นใด การทำร้าย “หญิง” (คือการทำแท้ง - การทำต่อร่างกายหญิงให้บาดเจ็บ) และการทำร้าย “คนไข้” (การตัดขา) ก็เพื่อ “รักษาไว้ซึ่งชีวิต” ของเขาทั้งคู่นั้นเอง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ถือเป็นความกล้าหาญในการใช้กฎหมายอย่างยิ่งที่ศาลสูงสุดแห่งอาณาจักรไรช์ (Reichsgericht) ที่กล้าในการพิพากษาเอา “หลักกฎหมาย” ที่ไม่ได้มีบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรใดรองรับไว้ มายกเว้น “ความผิดอาญา”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;และหลักกฎหมายดังกล่าวได้รับการพัฒนาต่อในทางทฤษฎีกระทั่งนำไปใช้กับการวินิจฉัยความผิดอื่นอย่างกว้างขวางมิใช่แค่เรื่องทำแท้งเท่านั้น และสุดท้ายหลักความจำเป็นที่ชอบด้วยกฎหมายก็ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายอาญาของเยอรมัน เมื่อ ค.ศ. 1975&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ก็น่าคิดว่า ศาลไทยเราจะตัดสินอย่างไรครับ ในส่วนตัวผม ผมเห็นว่ามีโอกาสไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ เพราะในอดีตเราเคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1403/2508 ได้นำ “หลักกฎหมาย” มายกเว้นความผิดอาญา ให้เห็นเหมือนกัน และหลักนั้นก็ยืนยงมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็คือ “หลักความยินยอมยกเว้นความผิด หากความยินยอมนั้นได้มาโดยบริสุทธิ์ ได้มาในขณะกระทำผิด และไม่ขัดต่อสำนึกทางศีลธรรมอันดี” (แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับ “เนื้อหา” ของหลักกฎหมายดังกล่าวก็ตาม…แต่ผมจะเห็นด้วยกับหลักดังกล่าวมากน้อยเพียงไรนั้นไม่สำคัญ หรอกครับ…สำคัญแต่เพียงผมเห็นความกล้าหาญของศาลครับ) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่ครั้งนั้นผู้พิพากษาที่ตัดสินวางหลักดังกล่าว ชื่อว่า “จิตติ ติงศภัทิย์” ครับ ครั้งนี้ไม่รู้ครับ ตัวใครตัวมัน ฮ่าๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;2. การกระทำที่เป็นการ “ดื้อแพ่ง” มีน้ำหนักถึงขนาดจะทำให้การกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดนั้น ไม่เป็น “ความผิด” เลยหรือไม่ ตัวอย่างครับ การฆ่าคนแม้จะผิดกฎหมาย แต่การฆ่าเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง กฎหมายถือเป็นการ “ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งย่อมไม่เป็น “ความผิด” แต่อย่างใด เพราะผู้กระทำ (ผู้ที่ฆ่าเพราะป้องกันตัว) นั้นมี “อำนาจ” ที่จะกระทำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันตัว ย่อมมีน้ำหนักที่จะทำให้การ “ฆ่า” ไม่เป็น “ความผิด”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แล้วการ “ดื้อแพ่ง” จะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้การกระทำ “ไม่เป็นความผิด” ด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นหน้าที่ของทีมทนายโดยอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ต้องแสดงให้ศาลเห็นเช่นนั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แม้จะยากแต่ก็ต้องรอลุ้นกันครับ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนตัวผมเองนะครับ ผมว่าคดีนี้น่าจะจบลงด้วยการ “รอลงอาญา” นั่นหมายถึง ผมเห็นว่าในเคสแรกนี้ ศาลท่านคงไม่สามารถที่จะวางหลัก “ดื้อแพ่ง” ตามที่จำเลยต่อสู้มาได้ ผมคิดว่าแนวคิดนี้ต้องพัฒนาต่อไปอีกมากในสังคมไทย แรกเริ่มอาจจะยังไม่ได้รับการยอมรับนัก แต่หากเราพัฒนาองค์ความรู้ (ซึ่งหน้าที่หลักก็ควรจะเป็นมหาวิทยาลัยโดยคณะนิติศาสตร์ด้วย) อย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าวันหนึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยจะยอมรับหลักการดังกล่าว (อย่างมีองค์ประกอบและมีเงื่อนไขที่ชัดเจนตามกฎหมายที่เกิดจากการตกผลึกแล้วทางทฤษฎี) และไปกว่านั้น ผมเชื่อว่าเราจะมีการบัญญัติรองรับหลักกฎหมายดังกล่าวไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” และ “ประมวลกฎหมายอาญา” ของเราทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;.....................................&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งนี้ไม่รู้ว่าผมจะอยู่เห็นวันนั้นหรือเปล่า&lt;/p&gt;&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" unselectable="on" width="100%"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr unselectable="on" hb_tag="1"&gt;&lt;td style="FONT-SIZE: 1pt" height="1" unselectable="on"&gt;&lt;div id="hotbar_promo"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;blockquote id="98a032b9"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114450295412893908?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114450295412893908/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114450295412893908' title='32 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114450295412893908'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114450295412893908'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/04/blog-post_114450295412893908.html' title='อารยะขัดขืน ขัดขืนอย่างอารยะ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>32</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114439935956327898</id><published>2006-04-07T01:29:00.000-07:00</published><updated>2006-04-11T06:48:18.763-07:00</updated><title type='text'>แมวสีอะไรให้จับหนูได้เป็นพอ</title><content type='html'>&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" width="100%" unselectable="on"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/Image%2840%29.jpg" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr hb_tag="1" unselectable="on"&gt;&lt;td style="FONT-SIZE: 1pt" height="1" unselectable="on"&gt;&lt;div id="hotbar_promo"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;blockquote id="e2f0760e"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาทะอมตะของ “เติ้ง” ข้างต้น ถูกใช้ อ้างอิง ทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน ในหลายกาละและเทศะ ต้องสารภาพตามตรงอย่างไม่อาย (ไม่รู้ว่าทำไมต้องอาย) ว่าผมมาได้ยินประโยคข้างต้นจริงๆเมื่ออ่านหนังสือ “วาทะเติ้ง” เมื่อสักประมาณหกเจ็ดปีที่ผ่านมานี้เอง อ่านแล้วก็อ่านเลย ผ่านตาไปแล้วก็มลายหายไปกับสายลมและกาลเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาสะดุดตา และหัวอีกครั้งเมื่อได้อ่านหนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้แล้ว และผมไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ด้วย เพราะขโมยเพื่อนมาอ่าน อ่านเสร็จก็คืน ไม่ได้ติดตามไปซื้อหาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะคืนเพื่อนไปนานหลายปีแล้ว และแม้รูปร่างหน้าตาของหนังสือดังกล่าวจะเริ่มจางหายไปจากความทรงจำของผมไปมากแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวเกี่ยวกับ “วาทะเติ้ง” ดังกล่าว ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนั้นกลับไม่ได้จางหายตามไปด้วย มันกลับเด่นชัด และตอกย้ำถึงความคิดเกี่ยวกับการ “ให้ความหมาย” หรือจะเรียกตามภาษานักกฎหมายว่าการ “ตีความ” วาทะดังกล่าวอยู่เสมอมา และมาช่วงหลังๆผมได้ยินการกล่าวอ้างถึงวาทะดังกล่าว พร้อมกับการสำทับความหมาย บ่อยครั้งขึ้น รวมถึงวันนี้ (๗ เม.ย. ๔๙) ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตอกย้ำถึงความหมายของวาทะดังกล่าวอีกครั้งในวันนี้ทำให้ผมตัดสินใจเขียนบล็อกตอนนี้ขึ้น เพื่อหวังว่าจะเป็นการเก็บบันทึกความทรงจำส่วนตัว ประกอบกับได้ทำการแลกเปลี่ยนความเห็นกับชุมชนบล็อกเกอร์แห่งนี้ และผู้มาเยี่ยมเยือนไม่ว่าจะเปิดเผยนามหรือไม่ก็ตาม (อันเป็นธรรมชาติและธรรมดาของสังคมอินเตอร์เน็ต) เกี่ยวกับความหมายของวาทะเติ้งดังกล่าว &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;ทั้งนี้ไม่ว่าเมื่อครั้งที่พูด เติ้ง เสี่ยว ผิง จะตั้งใจให้ความหมายไว้อย่างไรก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ครั้งแรกที่ผมสัมผัสถึงการแปลความ หรือตีความ หรือการให้ความหมายของวาทะดังกล่าวนั้น ก็เมื่อตอนที่ผมได้อ่านหนังสือของคุณประภาส ข้างต้นนั่นแหล่ะครับ ผมจำได้ว่าในหนังสือเล่มนั้นได้รวบรวมเอาบทสนทนาผ่านจดหมายระหว่างคุณประภาส กับแฟนคลับของเขาไว้ ซึ่งในจดหมายฉบับหนึ่งได้เขียนมาถามทัศนคติของคุณประภาสเกี่ยวกับความหมายของวาทะดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้เลาๆอีกเช่นกันว่าคุณประภาสตอบเจ้าของจดหมายกลับไปประมาณนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประโยคที่ว่าแมวสีอะไรขอให้จับหนูได้เป็นพอ นั้นหมายถึง การกระทำใดๆที่มุ่งต่อเป้าหมายเป็นสำคัญ โดยไม่จำกัดหรือไม่สนใจวิธีการ” โดยถ้าความจำผมดีพอ ผมจำได้ว่าคุณประภาสได้ยกตัวอย่างเทียบเคียงให้ความหมายวาทะดังกล่าวว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เหมือนคุณอยากเก็บมะม่วง คุณสามารถหาวิธีในการเก็บมะม่วงได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การปีนไปเก็บ การใช้ตระกร้อสอย เอาหินเขวี้ยง หรือแม้แต่เอาระเบิดนิวเคลียร์ยิง ทุกวิธีสามารถทำให้มะม่วงร่วงหล่นจากต้นได้ทั้งหมด” แต่ผมจำไม่ได้ว่าคุณประภาสมีความเห็นในความหมายที่ตัวตีความ รวมทั้งการยกตัวอย่างดังกล่าวต่อไปเป็นประการใดอีก เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้ว่าหลังจากปิดหนังสือเล่มนั้นลง ความคิดผมมันระส่ำ วิ่งไปทางซ้ายที วิ่งกลับมาทางขวาที อาการแบบนี้ผมนิยามว่า “สับสน” ซึ่งผมมักมีอาการแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้เจอ ได้ยิน และได้เห็นอะไรที่มันยังไม่สามารถยัดเข้าหัวได้อย่างสนิทเข้ารูปเข้ารอย ทำนองต้องเขย่าหลังบริโภคเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากหนังสือดังกล่าว วันนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ ๘ ปีของศาลรัฐธรรมนูญ เนื้อหาทางวิชาการไม่มีอะไรติดหัวผมออกมาเลยครับ สิ่งเดียวที่ติดออกมาก็คือการกล่าวอ้างถึงและการให้ความหมายของวาทะอมตะดังกล่าวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งในระหว่างการอภิปราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะเห็นเป็นทำนองเดียวกับความหมายสากลโลกข้างต้นแล้ว ท่านยังก้าวไปไกลกว่านั้นครับ โดยท่านกล่าวว่าในทำนองว่า สีของแมวก็มีนัยต่อวาทะดังกล่าว การใช้แมวสีขาวยังหมายถึง “วิธีการที่ขาวสะอาด” การใช้แมวสีดำหมายถึง “วิธีการที่สกปรก” ด้วยครับ แล้วท่านก็แปลต่อไปว่า ภายใต้หลัก “นิติรัฐ” แล้ว ถ้าจะใช้แมวจับหนูต้องเลือกสีขาวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าทำนองเดียวกันกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า “The end does not justify the mean” หรือ สิ่งที่ได้มานั้นมิได้พิสูจน์ถึงความถูกต้องของวิธีการที่ได้มาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น การค้นบ้านผู้ต้องสงสัยแล้วเจอยาเสพติด ไม่ได้หมายความว่า การค้นบ้านนั้นถูกต้องตามกฎหมาย (เช่นตำรวจอาจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยนั้นโดยไม่มีหมายค้น และไม่มีเหตุแห่งการค้นโดยไม่มีหมายค้นตามที่กฎหมายอนุญาตด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากใช้เวลาคิดนานพอสมควร (ตามแรงม้าของสมองที่ค่อนข้างต่ำ) ผมสรุปกับตัวเองว่า ผมไม่เห็นด้วย (ทั้งหมด) กับการให้ความหมายทั้งสองดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในห้วงคำนึงของผม ผมว่า (ถ้าตรรกะของผมไม่เพี้ยน) มันน่าจะหมายถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่สำคัญว่าท่านจะเป็นใคร (ผิวสีอะไร ลูกเต้าเหล่าใคร ฐานะอย่างไร) ขอเพียงท่านปฏิบัติหน้าที่ของความเป็นคนให้ถูกต้องได้ก็พอ" แมวจะสีอะไรไม่สำคัญขอให้จับหนูได้ คนจะเป็นใครไม่สำคัญขอให้ทำหน้าที่ของตนได้ แค่นี้ก็น่าจะพอ วาทะอมตะดังกล่าว จึงไม่ได้หมายถึง "วิธีการ" แต่หมายถึง "ตัวผู้กระทำ" มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ออกมาข้างต้นนั้น ผมคิดจากพื้นฐานของการเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกัน คือท่านเปรียบเทียบระหว่าง “ความเป็นแมว” กับ “การจับหนู” เมื่อการ “จับหนู” คือ “หน้าที่ของแมว” ผมจึงไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องของเป้าหมายกับวิธีการแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะให้หมายถึงเป้าหมายและวิธีการ ควรจะเป็นอย่างนี้ เช่น “จะเป็นหมาหรือแมวก็ไม่สำคัญขอให้จับหนูได้เป็นพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงเพื่อการจับหนู อาจใช้ “หมา” หรือ “แมว” ก็ย่อมได้ ไม่ได้แตกต่างกัน หรือแม้แต่ใช้คนก็ได้นะครับ เพราะมุ่งเน้นให้ได้หนู ไม่สนวิธีการ ทำนองเดียวกับการสอยมะม่วงตามตัวอย่างของคุณประภาสข้างต้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นสำหรับผมในภารกิจของการจับหนู ต่อให้เป็นแมวแต่ไม่สามารถจับหนูได้ มันก็สู้หมา (ที่จับหนูได้) ไม่ได้ครับ ทั้งนี้ไม่ว่าแมวตัวนั้นมันจะชาติตระกูลสูงส่ง ขนสลวยสวยงามเพียงใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมันจับหนูไม่ได้มันก็เป็น “แมวที่ดี” ไม่ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองแลกเปลี่ยนกันดูครับ เผื่อจะเป็นการชี้วัดว่าผม “เพี้ยน” ไปเพราะเสพข่าวการเมืองช่วงนี้มากเกินไปหรือเปล่า ฮาๆๆ&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114439935956327898?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114439935956327898/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114439935956327898' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114439935956327898'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114439935956327898'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/04/blog-post.html' title='แมวสีอะไรให้จับหนูได้เป็นพอ'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114148674730215509</id><published>2006-03-04T07:27:00.000-08:00</published><updated>2006-03-04T07:39:07.383-08:00</updated><title type='text'>ปีที่ 27</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/1600/scan.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/scan.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" unselectable="on" width="100%"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ (4 มีนาคม 2549) เมื่อ 26 ปีที่แล้ว เป็นวันที่ผมลืมตาขึ้นมารู้จักโลกใบใหม่ เป็นวันที่ผมได้รับฐานะความเป็น “ลูก” และ “หลาน” แถมยังทำให้ใครต่อใครหลายคน (นั่งอยู่แถวนี้) ได้เป็น “พ่อ” เป็น “แม่” เป็น “ปู่ ย่า ตา ยาย” กะเค้าด้วยเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันครบรอบวันเกิด หรือวันคล้ายวันเกิดของผมในแต่ละปี นอกจากการตื่นเช้ากว่าปกติ (มากกกกกกกกก) เพื่อมาใส่บาตร ถ้าปีไหนต้องการบุญมากหน่อยก็ไปถวายสังฆทาน แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อาจจะมีมื้อเย็นนอกบ้านกับครอบครัวสักมื้อ (ด้วยเงินบุพการีเช่นเคย) ตัดเค้กบ้างแล้วแต่จะว่างซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยนั่งทบทวนว่าแต่ละปีได้ทำอะไรลงไปบ้าง ทำผิด ทำพลาด ทำดี ทำเลว เจริญก้าวหน้า หรือถดลดถอยลง ในเรื่องอะไร หรือกับใครไว้บ้างสักเท่าไหร่ แต่ปีนี้ว่าจะเริ่มคิดๆทบทวนดูบ้างก็น่าจะดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีที่ผ่านมาผมมีอายุนับได้เป็นหน่วยปีคือ 25 ปี ซึ่งถือว่าได้ว่าเป็นวัย “เบญจเพส” หลายคนมีความเชื่อเกี่ยวกับวัยเบญจเพสนี้ว่า หากใครเคราะห์ร้าย ก็ร้ายเหลือใจ ดีก็ดีใจหาย&lt;br /&gt;สำหรับผม ปีที่ผ่านมาจะว่าไป ไม่มีอะไรที่จัดว่าร้ายแรง เจ็บเนื้อเจ็บตัวก็มีไม่มาก อุบัติเหตุประเภทของแข็งตกจากที่สูงโดนกบาลนี่ไม่เคยเจอ เต็มที่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าและฝ่าเท้าทั้งซ้ายและขวาอยู่บ้าง ไม่หนักหนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะชั่งน้ำหนัก ปีที่ผ่านมาผมถือว่าดีมากกว่าร้าย…เอาเป็นว่าเป็นปีที่ดีของผมปีหนึ่งเลยทีเดียวก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่สำรวจตัวเองมา ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาตั้งแต่เรียนจบมาเป็นเวลาประมาณเกือบๆห้าปีมานี้ เป็นช่วงเวลาที่ผมเหนื่อยมาก อาจจะเป็นเพราะภารหน้าที่ที่มีมากขึ้น ผสมกับความขี้เกียจที่ฝังอยู่ในตัวมานานหลายสิบปี เลยทำให้ผมค่อนข้างจะอยู่ในอาการเมาหมัดอยู่หลายช่วงเหมือนกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีแรกของการก้าวเท้าออกมานอกมหาวิทยาลัยในฐานะบัณฑิตใหม่ ผมไม่ยอมพลาดขบวนการศึกษาต่อซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นสายพานของบรรดานักเรียนกฎหมายอย่างผมทั้งหลาย ผมสมัครเข้าเป็นนักศึกษาของสำนักศึกษาอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และหลงเชื่อคำชวนของเพื่อนรักสมัครเรียนหลักสูตรมหาบัณฑิต ของคณะนิติศาสตร์ บ้านหลังเก่าของผมด้วยพร้อมๆกัน (ซึ่งสุดท้ายเมื่อมันเรียนได้ปีเดียวมันก็ทิ้งผมไปเรียนต่อ ณ เมืองไวน์)ถือได้ว่าผมเป็นคนวางระเบิดเวลาทางการศึกษาให้กับตัวผมเองแบบประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝ่ามรสุมแห่งการเรียนต่อของผมในปีแรกผ่านไปด้วยดี ผมสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทยกับเขาได้ในสมัยที่ 54 ทำให้ผมสามารถปลดชนวนระเบิดเวลาลูกแรกไปได้ตามกำหนดเวลา แบบไม่เฉียดฉิวหรือเสี่ยงตายแบบในหนังบู๊แอ๊คชั่นเท่าไรนัก แต่ระเบิดลูกที่สองยังคงเดินต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีที่สองของผม ยังสาละวนอยู่กับการเรียนต่อ ผมชะล่าใจพอสมควรเมื่อเหลือระเบิดเพียงลูกเดียว แถมยังเหลือเวลาอีกโขที่จะปลดชนวนมัน ก็เลยเดินทอดหุ่ยไปเรื่อยตามสันดาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีที่สองนี้เองถ้าเปรียบกับรายการ “ระเบิดเถิดเทิง” ผมคงเป็นตลกแห่งยุค “เท่ง เถิดเทิง” ที่เปิดป้ายเลือกทุ่นระเบิด แล้วได้ระเบิดมาพวงนึงเหมือนมะเขือพวง เมื่อชะตาชักพาให้ผมได้เรียนวิชา “ปัญหากฎหมายอาญา” กับอาจารย์ท่านหนึ่ง (ซึ่งต่อมาท่านก็แปลงร่างเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมนั่นเอง) ซึ่งท่านได้หยิบยื่นระเบิดลูกที่สอง…สาม…สี่…ให้ผม อย่างที่ผมปฏิเสธไม่ได้ (แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธ) ท่านชักนำให้ผมได้เข้ามาสัมผัสวงวิชาการ ด้วยการเป็นผู้ช่วยวิจัย และนักวิจัย ในหลายโครงการที่แตกต่างกันคนละขั้ว เริ่มจาก โครงการวิจัยพัฒนาระบบชันสูตรพลิกศพในประเทศไทย ต่อด้วย โครงการวิจัยปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิสนธิเทียม และที่สำคัญการที่ท่านผลัก (ถีบ?) ให้ผมเข้าไปเป็นนักวิจัยในโครงการกฎหมายตราสามดวง ประมวลกฎหมายไทยในฐานะมรดกโลก ซึ่งเป็นทุนวิจัยเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว. (ซึ่งระเบิดลูกนี้มาเป็นพวง ในพวงมีหลายลูกย่อยอีกตะหาก จนบัดนี้ผมยังปลดไอ้ลูกย่อยๆนี่ไม่หมดสักที)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ระเบิดลูกยักษ์อีกลูกคือวิทยานิพนธ์ของผมที่เกี่ยวกับเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะนั้น ยังนิ่งสงบรอวันปะทุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัยของผมก็ดำเนินไปเรื่อยๆตามแผนงาน ทุกอย่างก็ดูจะราบรื่นไม่มีอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระทั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับทางเดินในอนาคต ไม่รู้จะเรียกว่า “ความกล้า” หรือ “ความเห็นแก่ตัว” กันแน่ที่ผลักดันให้ผมต้องเลือกเดินทางเส้นใหม่ แต่ผมก็เลือกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีที่สาม ผมย่างเท้าเดินบนเส้นทางสายใหม่ โดยเริ่มรับราชการที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในขณะที่ยังมีลูกระเบิดอีกราวสามลูกติดตามผมมา และแต่ละลูกนั้นเป่งๆทั้งนั้น&lt;br /&gt;ปีแรกของการรับราชการ ผมน่าจะได้รับรางวัลข้าราชดีเด่นด้วยสถิติการลาหยุดมากที่สุดในสำนักงาน ชนะทั้งในประเภทรวม และในการลาหยุดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการลาพักผ่อนตามสิทธิ์ ที่ผมใช้เกลี้ยงตั้งแต่สองเดือนแรก ลาป่วยแบบที่คนเป็นมะเร็งยังไม่กล้าจะลาเท่า และลากิจที่ไม่ใคร่จะมีใครกล้าลา แต่ผมกล้า (เรียกว่ากล้าดีหรือเปล่าวะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมปลดชนวนระเบิดลูกที่สองในฐานะเป็นผู้ช่วยวิจัยไปได้อีกงานด้วยความอ่อนล้า และไม่ได้รู้สึกภูมิใจมากนัก เนื่องจากไม่ได้กระทำตนเป็นผู้ช่วยวิจัยที่ดีเท่าไหร่สำหรับโครงการนี้ และยิ่งเป็นการวิจัยที่มีค่าตอบแทนให้ด้วย ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดหรือไม่ดีให้ผมแบบเท่าทวีคูณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับระเบิดลูกที่สามที่ใกล้จะสุกงอมเต็มที ลูกบะเร่อเลยครับ วิทยานิพนธ์ของผมเอง ความขี้เกียจ การผลัดวันประกันพรุ่ง และนิสัยส่วนตัวกับการเข้าหาผู้ใหญ่ ปากหนักไม่ชอบถามของผม บวกกับเวลาที่มีน้อยลงเพราะต้องทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำให้การกู้ระเบิดลูกนี้ผมตกอยู่ในสภาพสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก ผมกู้มันได้ใน “วินาทีสุดท้าย” จริงๆ ผมเริ่มรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง และภูมิใจในตัวเองน้อยลง เมื่อการทำวิทยานิพนธ์เล่มนี้ผมได้สร้างปัญหาปวดหัวให้ที่ปรึกษาที่รักของผมพอสมควรทีเดียว (ผมไม่เคยเห็นท่านว่าใคร แต่ผมว่าผมโดนนะ คนแรกเลย ภูมิใจดีมั๊ยเนี่ย?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีที่สี่ (ปีที่ผ่านมา) ผมกู้ระเบิดลูกสำคัญสำเร็จแม้จะฉิวเฉียดขนาดไหนก็ตาม แต่มันก็ทำให้ผมเป็นมหาบัณฑิต หลังจากที่ผมรอคอย และใช้เวลายาวนานเทียบเท่าวงจร&lt;br /&gt;ของมหกรรมลูกหนังโลก กีฬาโอลิมปิค และเอเชี่ยนเกมส์ ในการได้มาซึ่งกระดาษแผ่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังครับยัง แม้ระเบิดลูกสำคัญจะถูกกู้ถอดชนวนไปได้แล้ว แต่ยังเหลืออีกกระพรวนนึง ที่ผมต้องตามกู้ต่อไป อีกไม่รู้กี่เดือนหรือกี่ปี (ปีที่ผ่านมาผมก็เพิ่งกู้ไปอีกลูกในวินาทีสุดท้ายเช่นกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างปี 48 ที่ผ่านมา นอกจากระเบิดที่ติดตามผมเป็นกรรมเก่ามาตั้งแต่ครั้งกระโน้นแล้ว ผมได้นำระเบิดเวลาอีกลูกมาผูกตัวเองด้วยความเต็มใจ เมื่อย่างเท้าเข้ามาสู่โลกแห่งบล็อกเกอร์ตามคำชวนแกมบังคับของเพื่อนรักตัวดี (คนเดียวกับที่ชวนผมเรียนโท แล้วเปิดตูดหนีไปจิบไวน์นั่นแหล่ะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโลกแห่งบล็อกเกอร์ ผมคงไม่มีคำบรรยายใดๆ ผมเชื่อได้ว่าทุกท่านที่ได้เข้ามาร่วมวงไม่ว่าในฐานะคนอ่าน คนเขียน ก็ตาม คงได้สัมผัสถึงบรรยากาศบางอย่างแห่งความมหัศจรรย์บนโลกไร้ตัวตนนี้ มิตรภาพ และปัญญาเกิดขึ้นบนหน้าจอสี่เหลี่ยมๆ ความดีความชอบทั้งหลายผมขอยกให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างคุณปิ่น ปรเมศวร์ ที่เป็นแรงบันดาลในให้ใครต่อใครหลายคน เปิดพื้นที่ของตัวเองบนโลกอินเตอร์เน็ต และร่วมกันโยงใยเป็นเครือข่ายอันยาวเฟื้อย และดูไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากโลกของบล็อกเกอร์ คุณปิ่นยังนำผมและใครต่อใครหลายคนไปสู่ประสบการณ์ใหม่ พร้อมกับนำระเบิดอีกลูกมาผูกเอวพวกเราไว้ในฐานะคอลัมนิสต์มือใหม่ แห่งนิตยสาร (งานบุญ) โอเพ่น ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งผมยังไม่แน่ใจในตัวเองว่าจะทำได้ดีแค่ไหน จะทำให้ชุมชนใหม่มีมาตรฐานที่ด้อยลงหรือไม่ แต่ก็ต้องขอขอบคุณในความไว้วางใจ และการเปิดโอกาสให้ผมมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในบรรณพิภพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันนี้ ถ้านับให้ตรงเป๊ะ คือ เวลา 21.58 น. ผมจะก้าวเท้าเข้าสู่หน่วยปีที่ 26 แบบเต็มสมบูรณ์ และพรุ่งนี้จะเป็นการก้าวเท้าเข้าไปสู่ปีที่ 27 เป็นวันแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ทราบว่าการเดินทางของผมจะไปสิ้นสุดเมื่ออายุผมมีจำนวนนับเป็นหน่วยปี ในปีที่เท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่าหากใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทน่าจะทำให้การมาถึงของวันนั้นไม่ได้สร้างความประหลาดใจอะไรให้ผมมากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาสร้างให้ผมเป็นผม ไม่ว่าจะมิติใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และขออภัยทุกท่านหากผมล่วงเกินไป ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิจีกรรม มโนกรรม กายกรรม เอ่อ… รวมถึงจิ้มคีย์บอร์ดกรรมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติผมไม่เคยขอของขวัญวันเกิดจากใคร แต่ปีนี้ผมอยากจะขอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ทุกๆเหตุการณ์ได้เจอทางออกที่เหมาะสม พัฒนาแบบยั่งยืนเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ท่านผู้นำเลือกเอาวันศุกร์ที่ 3 ที่ผ่านมาขึ้นเปิดใจใหญ่กลางสนามหลวง การยกเลิกการปราศรัยของคุณมาร์คในวันที่ 4 มีนาคม 2549 และการนัดรวมพลเช็คบิลของพันธมิตรประชาชนฯ ในวันพรุ่งนี้ ( 5 มีนาคม 2549)เป็นหลักฐานชั้นดีว่าผมนี่แหล่ะเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริง ฮาๆๆๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขากลัวผมจะกินเค้กไม่อร่อยน่ะ&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr unselectable="on" hb_tag="1"&gt;&lt;td style="FONT-SIZE: 1pt" height="1" unselectable="on"&gt;&lt;div id="hotbar_promo"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114148674730215509?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114148674730215509/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114148674730215509' title='17 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114148674730215509'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114148674730215509'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/03/27.html' title='ปีที่ 27'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>17</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114112350104003040</id><published>2006-02-28T02:42:00.000-08:00</published><updated>2006-02-28T18:58:50.756-08:00</updated><title type='text'>เมื่อแนวหน้าก่นด่าแนวหลัง</title><content type='html'>&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" unselectable="on" width="100%"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/320/scan0016.jpg" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr unselectable="on" hb_tag="1"&gt;&lt;td style="FONT-SIZE: 1pt" height="1" unselectable="on"&gt;&lt;div id="hotbar_promo"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;blockquote id="41719e18"&gt;&lt;p&gt;หลายคนคงไม่ทราบว่าจริงๆแล้วผมมีสิทธิใช้คำนำหน้าชื่อว่า “ว่าที่ร้อยตรี” (ผู้หมวด) เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการแห่งกองทัพบกไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถูกต้องนะคร๊าบ ผมเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่บ้าพลังเรียน ร.ด. (นักศึกษาวิชาทหารนั่นแล) จนถึงชั้นปีที่ห้า ไม่ได้เรียนแค่ปีที่สามเพื่อให้ได้ สด. ๘ และไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมากพวกเรียน ร.ด. มักสังกัดกองทัพบกเหล่าทหารราบ (แม้ว่าตอนปีสี่และปีห้าผมจะเรียนวิชาทหารในกองพันทหารม้าที่ ๓ และ ๔ ตามลำดับ และรู้สึกถูกอกถูกใจคำขวัญของทหารม้าที่ว่า “ชักปืนช้า แก้ผ้าไว” เป็นอย่างยิ่ง ฮาๆๆๆ ก็ตาม ... กองทัพบกแบ่งออกเป็นหลายเหล่าครับ รู้สึกว่าจะ ๑๗ เหล่าเข้าไปโน่น) เขาถือกันว่า “ทหารราบนั้นคือราชินีแห่งสนามรบ” ส่วนราชาน่ะหรือครับ ทหารปืนใหญ่ครับ ที่ปืนใหญ่เขาเป็นราชาก็เพราะเขาไม่ต้องทำอะไร นั่งอยู่ ณ ที่ตั้ง รอทหารราบและทหารม้าที่ต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ออกไปทะลวงฟัน และส่งพิกัดมาให้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุน ไอ้ที่ตายโหงตายห่าน่ะราบกับม้าทั้งนั้น (ส่วนใหญ่จะเป็นราบเพราะม้ามันยังมี “ยานเกราะ” จำพวกจีเอ็มซี หรือฮัมวี่ย์คอยกำบังให้ตายช้า ตายยากสักหน่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหมู่ทหารบกด้วยกันจึงมักมีโจ๊กประจำกองทัพเกี่ยวกับฉายาดังกล่าวว่า ราชานั่งรอในวัง ปล่อยให้ราชินีกับม้าเร็วไปรบด้วยกัน สุดท้าย ราชินีกับม้าเร็วนี่แหล่ะที่ร่วมกันสวมเขาให้ราชา ฮาๆๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่ผมไปเข้าค่ายประจำปี ณ เขาชนไก่ ยุทธวิธีการฝึกทั้งหลาย ล้วนเป็นกลยุทธ์ของทหารราบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ “เข้าตี” “ตั้งรับ” หรือ “ร่นถอย” ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ไอ้พวกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยวิถีโผ หมอบ คลานสูง คลานต่ำ นั่นแหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเข้าตีในฐานะแนวหน้าคือภารกิจหลักของเหล่าราชินีแห่งสนามรบ ไปเปิดพื้นที่ ไปยึดฐานฝ่ายตรงข้าม และไปตายก่อน (โปรดนึกภาพชายหาดนอร์มังดีในละครแบรนด์ ออฟ บราเธอร์ส หรือไอ้พวกทหารราบในเรื่อง สตาร์ชิพ ทรูปเปอร์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตวิทยาในการรบจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในยามปฏิบัติภารกิจในฐานะแนวหน้า การปลุกเร้ากำลังใจ การเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ความองอาจห้าวหาญ การออกคำสั่งและการลงโทษผู้ขัดคำสั่งในสนามรบอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจหมายถึงการ “จำหน่าย” ออก จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และไม่แปลกที่บรรดาแนวหน้ากล้าตายทั้งหลาย จะภาคภูมิใจในภารกิจของตนเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหรียญตรากล้าหาญ รวมไปถึงธงชาติที่คลุมบนโลงศพ การได้รับจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ ในนามวีรบุรุษ ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของคนกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงก่นด่าจากบรรดาผู้กล้าทั้งหลายต่อบรรดาทหารเหล่าอื่นซึ่งอยู่ในฐานะหน่วยสนับสนุน หรือเป็นกองหนุน รวมไปถึงฝ่ายเสนาธิการผู้วางแผนการรบ แม้กระทั่งกำลังพลในกองทัพอื่นที่ปฏิบัติภารกิจแตกต่างไปจากตน ซึ่งดูเหมือนจะเสี่ยง(ชีวิต) และเสียสละ (ชีวิต)น้อยกว่า (เห็นในหนังบ่อยๆที่ทหารราบแนวหน้า ก่นด่าบรรดานักบินในกองทัพอากาศทำนองแค่โฉบไปโฉบมาทิ้งระเบิดตูมๆแล้วก็เปิดตูดหนี ดีไม่ดีทิ้งใส่กบาลพวกเดียวกันอีก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยามนั้นผมเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาแนวหน้าก่นด่าแนวหลังข้างต้นเหมือนกันนั่นแหล่ะ พาลสำคัญตนไปเสียไกลด้วยว่า เป็นผู้กล้า ผู้เสียสละอย่างแท้จริง เป็นผู้กุมชะตาแพ้ชนะทั้งหมดของการรบ หรือเป็นศูนย์กลางของการรบทำนองนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะเพราะช่วงนั้น ภารกิจของทหารราบดังกล่าวค่อนข้างจะถูกจริตของผมที่เป็นพวกดื้อด้าน ใจร้อนด่วนเร็ว และเจ้าอารมณ์ (ขี้โมโห) กอรปกับเป็นพวกนิยมแนวถึงไหนถึงกัน การซื้อใจกัน ความเป็นพี่น้องกอดคอร่วมเป็นร่วมตาย (ซึ้งใจวัยรุ่นจริงๆ) ด้วยนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเป็นว่าถ้าให้มีหมายเรียกรวมพลให้ไปร่วมรบในกรณีฉุกเฉิน ณ นาทีนั้นผมคงรีบยกมือแนบหูเพื่อขอเข้าร่วมเป็นนายทหารในเหล่าราบ เพื่อวิ่งตะบัน เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ในแนวรบด้านหน้าเป็นแน่ พร้อมกับตะโกนก้องฟ้าว่า “ตายในสนามรบ...เป็นศพของทหาร” เอ๊ยยยยไม่ใช่ “ตายในสนามรบ เป็นเกียรติสูงสุดของทหาร” ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอกาลเวลาผ่านไป พร้อมกับการเติบโตขึ้นทั้งภายในและภายนอกของตัวผมเอง ทำให้ผมรู้ว่าผมมีข้อจำกัดมากมายในการปฏิบัติภารกิจในนาม “แนวหน้า” ผมไม่มีความกล้าบ้าบิ่นขนาดหิ้วปืนประจำกายกระบอกเดียววิ่งฝ่าฝูงข้าศึก ผมไม่มีความกล้าขนาดจะยิงอาวุธประจำกายเด็ดหัวฆ่าศึกในระยะประชิด แล้วไม่ยินดียินร้ายกับภาพอันสยดสยองขมองระเบิดที่เกิดตรงหน้า ผมไม่กล้าขนาดจะเด็ดหัวผู้หญิงและเด็กยามล่วงรู้ว่าคนเหล่านี้คือไส้ศึกของฝ่ายตรงข้ามมาล้วงความลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เด็ดเดี่ยวพอที่จะทิ้งทุกอย่างอยู่ ณ เบื้องหลัง พ่อ แม่ ครอบครัว และคนที่รัก เพื่อแลกกับเกียรติยศ เหรียญตรากล้าหาญ และธงไตรรงค์คลุมโลงศพ พร้อมกองทหารเกียรติยศที่เป่าแตรรอรับร่างอันไร้วิญญาณของผมคืนสู่มาตุภูมิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากผมจะเข้าประจำการในกองทัพ ผมคงเลือกเป็นนายทหารพระธรรมนูญตามวิชาที่ผมถนัด หรือไม่ก็ไปเป็นอาจารย์สอนกฎหมายในโรงเรียนนายร้อยซะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเริ่มรับรู้ในภายหลังมานี้ว่าผมชอบนั่งโต๊ะ อยู่กับกองเอกสาร มากกว่าลงพื้นที่ห้ำหั่น ซึ่งถึงทำได้ก็คงไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆจะให้เป็นเสนาธิการทหารวางแผนการรบก็ใช่ที่ เพราะผมเองก็ขาดสิ่งที่เรียกว่าไหวพริบ และกลยุทธ์อย่างแรง กว่าจะวางแผนเสร็จคงตายห่ะ กันทั้งกองทัพแล้ว (ตกลงแล้วเป็นไรดีวะเนี่ย เหลือบกองทัพนี่หว่า ฮาๆๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังคงเชื่อเสมอว่า แม้ภารกิจในแนวรบส่วนใหญ่จะผูกพันและตั้งความหวังไว้ที่เหล่าผู้กล้าทหารราบ “ราชินี” แห่งสนามรบ แต่หากขาดไร้การวางแผนและการสนับสนุนที่ดีของบรรดาเหล่าอื่น ไม่ว่าจะเป็น เหล่าแพทย์ สื่อสาร ปืนใหญ่ ม้า เสนาธิการ หรือแม้แต่พระธรรมนูญ การรบให้ชนะก็คงยากเย็นหรืออาจเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพอื่นไม่ว่าจะเป็น เรือ อากาศ แม้แต่ตำรวจ (โดยเฉพาะต.ช.ด หรือ ตำรวจตระเวนคอนโด เอ๊ย...ตำรวจตระเวนชายแดน) หรือแนวหลังอย่างประชาชน ญาติพี่น้อง พ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง (ซึ่งทุกคนก็พร้อมจะกลายเป็นกองหนุนจับปืนวิ่งเข้าสนามรบยามถึงคราวจำเป็นเมื่อแนวหน้าลาโลกไปหมด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชีวิตจริงมันไม่มีหรอกครับ ไอ้ทหารเดนตายพวกแรมโบ้ หรือคนเหล็ก คนเดียวตะลุยเดี่ยวถล่มข้าศึกฝ่ายตรงข้ามเป็นร้อยเป็นพัน พร้อมกับเก็บเกี่ยวอารมณ์เป็นปมข้างในทำนองน้อยใจ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเห็นถึงความสำคัญและความเสียสละที่ตนมีต่อบ้านเมือง ขอกำลังสนับสนุนมันก็ไม่ให้ ขอเครื่องบินมันก็เงียบ ขอปืนใหญ่มันก็ให้หล่อเอง ชะเอิงเงิงเงย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้พวกนั่งห้องแอร์ สั่งคนให้ไปตาย ตัวเองไม่เคยคิดจะเสี่ยง ไอ้ชาตินก ไอ้ fly a kite ทางปัญญา ไอ้หน้าตั่วเฮีย ไอ้พวกเห็นแก่ตัว ไอ้ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่าในการรบสมรภูมิหนึ่ง ชัยชนะหาใช่พึ่งพาแต่การปฏิบัติภารกิจของเหล่าทหารราบ ผู้เสียเลือดเสียเนื้อในแนวหน้าไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างคนต่างมีบทบาท มีภาระหน้าที่เพื่อนำพากองทัพไปสู่ชัยชนะต่างกัน เสนาธิการนั่งห้องแอร์ยันไอ้เณรพลขับก็มีส่วนรับผิดชอบในการแพ้และชนะในสนามรบเช่นกัน และใช่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีความกล้าหาญ และความสามารถน้อยไปกว่าทหารราบผู้เสี่ยงชีวิตในแนวหน้าแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างในธรรมชาติของการทำหน้าที่จึงมิใช่ข้ออ้างในการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน ในสนามรบ จะเรียกร้องให้ทหารราบที่ต้องพบเห็นและต้องทักทายความตายอยู่ตลอดวินาที ต้องกระทำตนอย่างสุภาพ เวลาสั่งการอย่าตะโกนอย่าตะคอก อย่าดุด่า อย่าออกคำสั่ง ให้ขอความร่วมมือก็คงเป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรู้จักบทบาทหน้าที่ และกาลเทศะ จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะอยู่ในสนามรบหรือสนามรัก (แหว่ะ อ้วก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่าในจุดมุ่งหมายเดียวกัน หลายคนมีแนวคิด มีวิถีทางที่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และในความเป็น “ทหาร” และ “เลือด” “ชีวิต” “จิตใจ” แห่งความเป็นทหาร แม้จะอยู่เหล่าไหน แต่หากจำเป็นและถึงเวลาทุกคนก็พร้อมแปลงสภาพ จากหมอ นักกฎหมาย นักสื่อสาร นักยิงปืนใหญ่ นักบิน กัปตันเรือ ก็กลายเป็นทหารราบจับปืนวิ่งสู่แนวหน้าเช่นได้เช่นกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;หนทางสู่ชัยชนะในสนามรบ หาใช่จำกัดอยู่เพียงภารกิจของทหารราบฉันใด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;br /&gt;เส้นทางสู่ความรักชาติ ก็หาใช่ผูกขาดเพียงเส้นทางเดียวฉันนั้น&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" unselectable="on" width="100%"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr unselectable="on" hb_tag="1"&gt;&lt;td style="FONT-SIZE: 1pt" height="1" unselectable="on"&gt;&lt;div id="hotbar_promo"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114112350104003040?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114112350104003040/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114112350104003040' title='14 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114112350104003040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114112350104003040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/02/blog-post_28.html' title='เมื่อแนวหน้าก่นด่าแนวหลัง'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>14</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114052897525317058</id><published>2006-02-21T05:35:00.000-08:00</published><updated>2006-02-21T05:36:15.290-08:00</updated><title type='text'>สื่บเนื่องจากวัฒนธรรมทางลัดและข้อจำกัด (ของผม)</title><content type='html'>ผมก็เคยตกเป็นเหยื่อของมะเร็งตัวนี้เหมือนกัน และผมเชื่อว่าในตอนเด็กวัยเยาว์ เราเกือบจะทุกคนมักข้องแวะกับมะเร็งตัวนี้มาแล้วทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างตามจังหวะชีวิตและเหตุปัจจัยเกื้อหนุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยเยาว์ ผมเคยผ่านกระบวนการติว หรือกวดวิชามาสารพัด กวดกันตั้งแต่ประถม ยันช่วงชีวิตแห่งการเอนทรานซ์(ซึ่งสมัยนี้ล่วงไปในระดับเตรียมอนุบาลกันแล้วครับ)ตามประสาของระบบการศึกษาแบบทุนนิยม ที่เน้นการแข่งขัน และผลกำไร เอ๊ย ผลการเรียนเป็นตัวชี้วัดหรือกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบนะครับ แต่สำหรับผมแล้วมันไร้ผลอย่างสิ้นเชิงครับ อาจเป็นไปได้ด้วยหลายเหตุผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่มีฉันทะในการเรียนขณะกวดวิชาอย่างแท้จริง อารมณ์ตามเพื่อน กลัวไม่ทันเพื่อน กระทั่งคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ หากไม่กระทำตามแล้วจะเกิดความรู้สึกผิดในใจ (ทำนองเดียวกันกับการเกิดขึ้นของกฎหมายจารีตประเพณีกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายประเภทแรกของมวลมนุษยชาติ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแม้แต่เพื่อเปิดกะลาตามประสานักเรียนชานเมือง สู่โลกกว้าง ตามสถานที่กวดวิชาที่มักตั้งตัวเองอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า "ศิวิไลซ์" เช่น สยาม ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นการเรียนแบบกวด อัด ลัด นั้นอาจได้ผลสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานแน่นพร้อมแล้ว แค่เพียงฝึกให้แหลม ลับให้คมเพื่อลงสนามสอบ (ตามกติกา และระบบการศึกษาที่เน้นเทคนิคการสอบมากกว่าการรู้จริงของไหแลนด์) แต่สำหรับผมผู้มีอัตราเร่งในการทำความเข้าใจประมาณสี่เต่าคลานนั้น...ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางการศึกษาของผมอย่างเด่นชัด หากไม่กลับมาทำความเข้าใจ ย่อย วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเองนั้น เข้าทางไหน ก็ออกทางนั้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตการเรียนของผมเข้ารูปเข้ารอยเมื่อผมจับจังหวะในการเรียนของตัวเองได้ และเรียนรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเอง (ซึ่งนั่นก็ปาเข้าไปในช่วงชีวิตที่สุนัขเลียทวารไม่ถึงแล้วครับ) ผมเรียนรู้ว่าในชีวิตการเรียนของผมไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ และผมก็ไม่ใช่คนที่เข้าใจอะไรง่ายๆด้วย ผมไม่สามารถมองภาพได้ทะลุปรุโปร่งเพียงแค่เปิดจิ๊กซอว์เพียงสองสามชิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่สามารถเล่นเกมส์ทายปัญหาเชาว์ หรือทายความสัมพันธ์ของตัวเลขในเชิงอนุกรมแบบเกมส์ไอคิวร้อยแปดสิบของปูนซีเมนต์ไทยได้เลย อีกทั้งเกมส์หมากกระดานทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ผมเบือนหน้าหนีทุกครั้งยามมีผู้กวักมือเรียกให้ร่วมวง แม้แต่เล่นโอเอ๊กซ์ก็ถือว่ามหาหินสำหรับผม มิพักต้องคิดไกลไปถึงหมากล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงเป็นคนที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น หากต้องการผลลัพธ์ที่เท่ากันเสมอโดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางไกล และการทำงานหนัก อีกทั้งการสูญเสียเวลาที่มากกว่าชาวบ้านนั้น พอทำบ่อยเข้ามันก็เริ่มชิน (เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์และจิตเดิม...สันดานน่ะครับ ของผม) เหนื่อยน่ะเหนื่อย แต่รู้ตัวว่าหากไม่ทำเยี่ยงนั้น เราไม่มีวันเข้าใจได้เลย และจะไร้ความมั่นใจอย่างสิ้นเชิงยามต้องวัดผล หรือสอบแข่งขัน หรือแสดงผลงาน ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเลยกลายเป็นโรคจิตชนิดติดตัวถาวร ไม่ว่าวิชาที่ร่ำเรียนจะมีค่าหน่วยกิตกระจิดริดเพียงใด เป็นวิชาบังคับหรือเลือก ง่ายหรือยาก ผมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมันเท่ากัน ใช้วงรอบในการทำความเข้าใจเท่ากัน รูปแบบในการทำความเข้าใจเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแม้แต่การทำความเข้าใจเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งนั้น ผมจำเป็นต้องนั่งอ่านตั้งแต่หลักการพื้นฐานไล่มาจนถึงประเด็นที่ผมต้องการศึกษาทีเดียว ถ้าข้ามขั้นเมื่อไหร่ ทุกอย่างเป็นอันพังทลาย นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมทำงาน หรือผลิตงานได้ช้ามาก (เรื่องนี้เจ้าหนี้ของผมทุกรายล้วนทราบดี ไล่เรียงตั้งแต่อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เฮียป.ป.บรรณาธิการจำเป็นโอเพ่นออนไลน์ ผู้บังคับบัญชาที่ทำงาน เลขาฯโครงการวิจัย แม้แต่คณะบรรณาธิการของวารสารตรวจเงินแผ่นดินก็โดนแล้วเช่นกัน...หรือนี่อาจเป็นเพียงข้ออ้างของผู้ที่มี ”จิตเดิม” แห่งความเฉื่อยและขี้เกียจอย่างผมเท่านั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจด้วยเหตุผลแห่งอัตตาของผมดังกล่าวก็ได้ จึงทำให้ผมมีอคติค่อนข้างไปทางชิงชัง วัฒนธรรมทางลัดดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวัฒนธรรมทางลัดนั้นเปรียบได้ดั่งมะเร็งร้ายของระบบการศึกษา รวมไปถึงค่านิยม หรือวัฒนธรรมในการดำรงตนของคนในสังคม การกำกับควบคุมหรือรักษาให้ทุเลาเบาบางลงจึงอาจเทียบเคียงได้กับการรักษามะเร็งอันเป็นเนื้อร้ายของร่างกายเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งอันเป็นเนื้อร้ายกัดกร่อนร่างกายมนุษย์นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกผู้ทุกนาม เมื่อเหตุและปัจจัยเหมาะสมสำหรับมัน การไม่เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ อุปนิสัยการบริโภคที่ย่ำแย่ มลภาวะที่เสื่อมทรามล้วนเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเหลือเกินสำหรับมะเร็ง และมะเร็งก็กินอาหารเหมือนที่เรากิน เรากินหมูย่างมันเยิ้มไหม้เกรียม อาหารขยะทั้งหลาย มะเร็งชอบนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งทางการศึกษามักวิ่งเข้าหา ดูดกิน และเติบโตในสภาวะที่ต้องมีการแก่งแย่งแข่งขัน โดยเฉพาะระบบการศึกษาแบบทุนนิยม เงินแลกความรู้นั้นมะเร็งตัวนี้ชอบนัก การดูแลสุขภาพทางการศึกษาที่ย่ำแย่ ชอบเดินทางลัด เรียนรู้อะไรแยกส่วน เน้นเทคนิคการสอบ ไม่ได้เน้นเนื้อหาแก่นแท้ความรู้ (ทำนองทนายความ “เหลี่ยม” จัดที่ชอบเอาชนะคะคานกันที่เทคนิคในวิธีพิจารณาความ โดยไม่สนว่าแท้จริงแล้วในทางแก่นแท้เนื้อหาลูกความของตนสมควรที่จะชนะหรือไม่...โยงกันเข้าไปได้ยังไงฟระ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษามะเร็งทางกาย นอกจากการผ่าตัด ฉายแสง แล้ว การดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เหตุและปัจจัยใดที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง หรือที่มะเร็งชื่นชอบนั้น เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด เพื่อควบคุมให้มันไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกายให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางการแพทย์นั้น มีความพยายามที่จะคิดค้นเทคนิคการรักษาใหม่ๆ โดยการตัดสายใยแห่งอาหารที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง เมื่อมะเร็งเติบโตจากอาหารที่มนุษย์เจ้าของร่างกายเสพเข้าไป การตัดเส้นทางลำเลียงอาหารไม่ให้เดินทางถึงเซลล์มะเร็งก็น่าจะยุติหรือชะลอการเติบโตของเซลล์ร้ายนั้นได้ แต่ผมไม่ได้ตามข้อมูลต่อว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ใครทราบหากวานบอกจะเป็นพระคุณครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษามะเร็งในระบบการศึกษานั้น ณ เวลานี้ผมว่า มันเป็นผลผลิตที่ติดแน่นยึดโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไปเสียแล้ว การจะผ่าตัด หรือฉายแสงเซลล์มะเร็งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เปรียบได้กับการเขยื้อนกองภูเขาขยะ ณ บริเวณซอยอ่อนนุช อย่างไรอย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นหน้าที่โดยตรงของบรรดาผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจในบ้านเมือง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องสร้างสภาพเอื้อให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจังมิใช่เพียงฉาบฉวย ระบบการสอบคัดเลือกหรือการแข่งขันนั้นต้องเปิดโอกาสในการที่จะใช้เทคนิคในการสอบ การเก็งข้อสอบ การจำมาตอบให้น้อยที่สุด แม้จะยากในการออกแบบข้อสอบหรือแบบทดสอบที่จะเข้าถึงความเข้าใจหรือภูมิรู้ของผู้เข้าแข่งขันคัดเลือก รวมทั้งมาตรฐานการให้คะแนนก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะไม่คิดและไม่ทำ เพราะตราบใดที่ระบบการสอบ การคัดเลือก (ถ้าพูดในภาพกว้างมันรวมไปถึงระบบการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าสู่วงวิชาชีพด้วยนะครับ ไม่อยากจำแนกว่าอะไรบ้าง โดยเฉพาะในภาครัฐ) ยังเปิดช่อง สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้แก่บรรดาการกวดวิชา และการเรียนรู้แบบลัดๆ ฉาบฉวยแล้ว มะเร็งตัวนี้ย่อมต้องเติบโตต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งมันจะเป็นวัฒนธรรมหลักเข้ามาแทนที่คุณค่าเดิม และหากระบบการศึกษาเองยังฤพ่ายแพ้แก่มะเร็งตัวนี้แล้ว ผมเชื่อแน่ว่าในอีกทุกภาคส่วนของสังคมนี้ ย่อมหนีไม่พ้นมะเร็งร้ายตัวนี้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งที่ชอบอะไรง่ายๆ ลัดๆ ฉาบฉวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งที่ชื่อว่า “วัฒนธรรมทางลัด”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12575198-114052897525317058?l=ratioscripta.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ratioscripta.blogspot.com/feeds/114052897525317058/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12575198&amp;postID=114052897525317058' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114052897525317058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12575198/posts/default/114052897525317058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ratioscripta.blogspot.com/2006/02/blog-post_21.html' title='สื่บเนื่องจากวัฒนธรรมทางลัดและข้อจำกัด (ของผม)'/><author><name>ratioscripta</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01820026479900544045</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12575198.post-114033934881762420</id><published>2006-02-19T00:35:00.000-08:00</published><updated>2006-02-19T01:05:05.696-08:00</updated><title type='text'>วัฒนธรรมทางลัด</title><content type='html'>&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" width="100%" unselectable="on"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4801/1072/400/CIMG1905_resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr hb_tag="1" unselectable="on"&gt;&lt;td style="FONT-SIZE: 1pt" height="1" unselectable="on"&gt;&lt;div id="hotbar_promo"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;blockquote id="d6a1f51a"&gt;&lt;br /&gt;&lt;table id="HB_Mail_Container" height="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" border="0" unselectable="on"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr height="100%" unselectable="on" width="100%"&gt;&lt;td id="HB_Focus_Element" valign="top" width="100%" background="" height="250" unselectable="off"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง แต่ละคนก็คงมีประสบการณ์หรือมุมมองในการเดินทางที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบางคนเส้นทางเดินช่างทอดยาวจนไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุด ณ จุดไหน ในขณะที่บางคนนั้นก็แสนสั้น เส้นทางของบางคนนั้นโรยด้วยกลีบกุหลาบ หอมหวน ชวนพิศ สงบร่มรื่น วิวทิวทัศน์ข้างทางช่างสวยสดงดงาม จนแทบจะหลงลืมที่จะย่างเท้าเดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางคนก็ประสบเส้นทางที่ขรุขระ รกชัฎ มืดมน หนาวเหน็บ อ้างว้าง เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม จนทดท้อ ถอดใจ ไม่อยากแม้แต่จะก้าวเท้าไม่ว่าจะเขยื้อนเดินไปข้างหน้า หรือเหลียวหลังกลับเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเส้นทางเดิน บางคนก็เป็นฝ่ายเลือกเส้นทางที่จะเดินด้วยตนเอง บางคนก็ไม่ได้เลือก ด้วยเพราะมีคนเลือก (บังคับ) ให้ หรืออาจเพราะหลงเดินตามทางที่คนส่วนใหญ่เขาเลือกเดินกันเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่มีผลต่อความหนาแน่นของประชากรบนเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งนั้น จุดหมายปลายทางน่าจะมีอิทธิพลต่อการเลือกเส้นทางเดินของนักเดินทางมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดหมายปลายทางซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ความคาดหวัง” หรือ “ความฝัน” นั่นเอง&lt;br /&gt;บางจุดหมายก็อาจบรรลุได้ด้วยหลายทางเดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจุดหมายนั้น
